HomeArticlesดอน ตึก และ ยักษ์ ที่ คลังสินค้า (นิยายชีวิตแฝงหลักวิชาบริหารการผลิต)

ดอน ตึก และ ยักษ์ ที่ คลังสินค้า (นิยายชีวิตแฝงหลักวิชาบริหารการผลิต)

นิยายชีวิตแฝงวิชาบริหารการผลิต

(Computer Production Management Function)

 

ดอน” “ตึก” และ “ยักษ์” ที่ คลังสินค้า
อภิวัธน์ จันทร์จรุงภักดิ์ ภาคีอุตสาหการ วสท. เขียน
สิรวิชญ์ เดชธรรม ที่ปรึกษา
กสิน จันทร์จรุงภักดิ์ ตรวจทาน

 

อารัมภบท: นิยายชีวิตแฝงวิชาการของผู้คนในแวดวงโรงงาน ความรักระหว่างหนึ่งชายสองหญิง ที่ทางเดินแห่งความรักปูด้วยกลีบกุหลาบแต่หาทางลงเอยยังไม่ได้ วิถีชีวิตของลูกผู้ชายใจนักเลงสองคนผู้เคยรุ่งเรืองบนสังเวียนผ้าใบ เมื่อทั้งคู่ต้องมาขายแรงงานเป็นกุลี คนหนึ่งต้องหาวิธีอยู่เป็นเวลานานก็ไปไม่ถึงไหน ส่วนอีกคนไต่เต้าขึ้นเป็นหัวหน้าคนนับสิบ ศิลปะการปกครองคนของชายสูงอายุที่จบ ป. สี่ แต่มีดีที่ประสบการณ์ และการประยุกต์ทฤษฎี ABC Analysis มาใช้ในการบริหารคลังสินค้าอย่างละเอียดทุกขั้นตอน

 

1. สัมภาษณ์: “วงการฟุตบอลมีดีอยู่อย่างหนึ่งคือ ถ้ามีอะไรก็ตาม ที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย คนที่ต้องรับไปเต็มๆ คือผู้จัดการ” Gary Lineker

27 กุมภาพันธ์ 2517 บ่ายสองโมงครึ่ง ก่อนเวลานัดสัมภาษณ์ครึ่งชั่วโมง ผมลงจากรถเมล์ที่วิ่งมาตามถนนปู่เจ้าสมิงพราย ท้องฟ้าสีฟ้า ตะวันสาดแสงแรงกล้าเผาแก้มผมจนรู้สึกแสบร้อน เดินเข้าซอยมาหน่อยเหงื่อยังไม่ทันซึมแผ่นหลังผมก็เห็นโรงงาน ผ่านยามหน้าประตูใหญ่เข้ามา สิ่งแรกที่รู้สึกอย่างชัดเจนคือกลิ่นหอม มันหอมจริง ๆ หอมกำจายราวใครทำน้ำหอมกลิ่นมะลิผสมกลิ่นดอกกาแฟหกทั้งถัง ด้านหลังเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา มีหออบผงซักฟอกสูงสง่าเท่าตึกสามชั้น ทางขวามือเป็นอาคารชั้นเดียวขนาดใหญ่น่าจะเป็นคลังสินค้าและวัตถุดิบ ข้างหน้าหออบเป็นอาคาร Office ชั้นเดียวกว้างซักสิบสองเมตรยาวประมาณสิบสี่เมตรเห็นจะได้ ข้างในมีพนักงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญิงนั่งเกือบเต็มพื้นที่ห้อง ที่กลางห้องด้านในสุดเป็นโต๊ะทำงานซึ่งใช้พื้นที่มากกว่าโต๊ะอื่น ๆ คงจะเป็นที่ทำงานของท่านผู้จัดการ เห็นหน้าท่านทำให้ผมนึกภาพในหนังสือพิมพ์ที่ลงรูปหน้าของท่านคู่กับท่านประธานเครือ พร้อมกับข่าวที่ว่า ท่านผู้จัดการผู้นี้สอบชิงทุนในหลวงได้ที่หนึ่ง แต่ท่านประธานฯให้สละสิทธิ์ให้คนอื่น แล้วท่านประธานฯส่งหลานให้ไปเรียนที่อเมริกา เพิ่งกลับมาทำงานได้สามสี่ปี

เมื่อกรอกใบสมัครเสร็จ พนักงานบุคคลก็เดินนำผมไปพบท่านกรรมการผู้จัดการ
“เล่าประวัติของคุณให้ผมฟังหน่อย” ท่านกรรมการผู้จัดการเอ่ยเปิดประเด็นขึ้นก่อน
“ผมชื่อ อติวิชญ์ ลี้ลีลา เป็นพี่คนโตของน้อง 6 คนครับ พ่อขับตุ๊กตุ๊ก แม่ขายไก่ในตลาดครับ เราปลูกบ้านอยู่บนที่เช่าใกล้วัดแม่นาค ผมเรียนวิศวอุตสาหการด้านโรงงานที่จุฬาฯ เพิ่งสอบเสร็จเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยังไม่ทราบผลการสอบครับ”
“มีงานอดิเรกไหม?” ท่านกรรมการผู้จัดการผู้มีตาเล็กยาวแววตาทรงอำนาจเต็มไปด้วยการบังคับบัญชามองหน้าผม แล้วถามด้วยเสียงแบนๆ ซึ่งไม่เหมาะแก่ร้องเพลง
“ผมเล่น Guitar ครับ ต้นเดือนมีนาคม วง Folk song ที่ผมเล่นอยู่จะออก TV ช่องสี่ครับ”
“กี่โมงครับ?”
“หกโมงเย็นครับ”
“มีงานอดิเรกอย่างเดียวหรือ?”
“ผมติวนักเรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยครับ เริ่มตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่งมาจนถึงตอนนี้ ยังทำอยู่ครับ” ท่านกรรมการผู้จัดการมองผมยิ้ม ๆ อย่างพอใจ แล้วถาม
“ที่ไหน?”
“ที่บ้านของนักเรียนครับ ผมตรวจการบ้านให้ และหาข้อสอบเก่าของปีก่อน ๆ ที่ผ่านมาให้เขาฝึกทำ สอนการเตรียมตัวก่อนสอบ เราเตรียมตัวล่วงหน้ากันหนึ่งถึงสองปีก่อนสอบ Entranceครับ”
“คุณรู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทของเราบ้าง?” ท่านกรรมการผู้จัดการเปลี่ยนเรื่อง
“เป็นโรงงานที่อยู่ในเครือที่มีความมั่นคง ร่วมทุนกับญี่ปุ่นเพื่อรับ Technology การผลิตจากเขา มีช่องจัดจำหน่ายมากมายทั่วเมืองไทย มีทีมฉายหนังกลางแปลงเพื่อเร่ขายสินค้าหลายชนิดไปทั่วประเทศ ผงซักฟอกมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนแชมพูสระผมประมาณห้าเปอร์เซ็นต์ครับ” มียอดขายมากว่าห้าร้อยล้านบาทต่อปี ต้องแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติอย่าง Unilever Brother และ Colgate Palmolive” ผมพยายามพูดช้า ๆ เพราะผมท่องเตรียมไว้แล้ว
“แชมพูของเรามีส่วนแบ่งตลาดอยู่สิบห้าเปอร์เซ็นต์นะ ไม่ใช่ห้าเปอร์เซ็นต์ ทำไมทราบข้อมูลของบริษัทมากขนาดนี้?”
“ผมตั้งใจว่าจะมาทำงานที่นี่ เลยติดตามข่าวตามสื่อต่าง ๆ แต่ที่ได้ข้อมูลมากเพราะผมถามเพื่อนบ้านของผมคนหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ที่นี่ครับ”
“เพื่อนบ้านของคุณคือใคร?”
“เขาชื่อ สุวิทย์ ทำงานเป็นหัวหน้ากะในแผนกบรรจุครับ”
“เล่าแผนชีวิตของคุณให้ผมฟังหน่อย”
“ผมตั้งใจจะทำงานที่นี่เพื่อเรียนรู้ปัญหาและวิธีทำงานจากการทำงานจริงประมาณซักสามปี แล้วผมจะเรียนต่อปริญญาโทครับ”
“สาขาไหน?”
“ยังไม่ทราบครับ”
“ทำไมจึงเลือกที่นี่?”
“เป็นโรงงานใหญ่ มีสินค้าที่ติดตลาด ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนรู้มาก และเห็นปัญหาในการทำงานก่อนที่จะเรียนปริญญาโท อีกอย่างหนึ่งที่นี่น่าจะมีตำแหน่งให้ก้าวไปได้นานครับ”
“คุณต้องการเงินเดือนเท่าไร?”
“เมื่อวานนี้ ผมไปสัมภาษณ์ที่.......เป็นบริษัทนำเข้าและขายสารเคมี เขาให้เงินเดือน 3,700บาท ครับ ผมยังไม่ได้รับปากว่าจะทำงานกับเขา”
“ที่นี่เรากำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับระดับต่างๆ ไว้แล้ว วิศวกรเริ่มต้นที่เดือนละ 3,300บาท เท่านั้น คุณ.............” ผมไม่ได้ฟังว่าท่านจะพูดอะไรต่อไป รีบคิดหาคำตอบเรื่องเงินเดือน
ผมนึกถึง...........ที่ว่า เลือกงานที่ท่านชอบ แล้วตลอดชีวิตของท่านจะไม่รู้สึกว่าต้องทำงาน ผมชอบรับเงินเดือนโดยไม่รู้สึกว่าต้องทำงาน แต่สติสัมปชัญญะเตือนว่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาพูดตลก เลยพูดว่า “ผมตกลงขอทำงานที่นี่ครับ”
“ทำไม?”
“เพราะถ้าผมทำงานที่นี่ ผมจะได้ความรู้ และมีโอกาสก้าวสู่ต่ำแหน่งที่สูงกว่า ที่นั่นเป็นกิจการเล็กมีตำแหน่งงานน้อย ที่สำคัญงานหลักเป็นงานทางการขาย แต่ผมเรียนมาเพื่องานการผลิตมากกว่าครับ บ้านผมอยู่ใกล้ที่นี่มากกว่าด้วยครับ”
“คุณพร้อมจะทำงานเมื่อไร?”
“เดือนหน้าครับ”
“วันนี้วันที่ 27 กุมภาฯ แล้วนะ”
“ผมพร้อมทำงานวันที่หนึ่งมีนาคมครับ”
“ตกลงผมรับคุณ คุณมาทำงานตามวันที่คุณว่ามา” ท่านกรรมการผู้จัดการพูดสรุป แล้วฉีกยิ้ม

 

2. จับผิดอะไร?: “ใครที่ทนคนเลวไม่ไหว จะไม่มีชีวิตรอดไปจนได้พบคนดี” สุภาษิตของชาวยิว

ยักษ์เป็นคนร่างสูงใหญ่ล่ำบึ้บเหมือนหมี ไม่ใช่หมีแพนด้าที่น่ารัก แต่เป็นหมีควาย ผิวดำ ผมเกรียน แววตาเหี้ยมโหด หัวไหล่หนาและกว้างเหมือนนักว่ายน้ำทีมชาติ เป็นหนุ่มวัยสามสิบกว่า ผมรู้สึกคุ้น ๆ กับหน้าตาของเขา เพราะผมเคยติดตามอ่านสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเขาในหนังสือมวย เขาเคยขึ้นชกมวยตามเวทีต่าง ๆ ในชื่อ เผด็จการ ลูกปู่เจ้า ตั้งแต่ก่อนอายุยี่สิบอยู่หลายปี ผมทราบจากคุณตึกหัวหน้าทีมขนส่งสินค้าสำเร็จรูปในภายหลังแต่แจ้งให้คุณทราบตั้งแต่ตอนนี้ว่า ยักษ์เพิ่งจะมาทำงานในตำแหน่งพนักงานประจำรถขนส่งที่นี่ มีหน้าที่ขนสินค้าขึ้นและลงจากรถบรรทุก เขามายืนอยู่ข้างหน้าผมตั้งแต่เมื่อไหร่ผมไม่ทราบ เพราะมัวแต่ก้มหน้ามองตัวเลขจากนาฬิกาจับเวลาแล้วกรอกลงบนแบบฟอร์ม เขาตะคอกผมด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม

“มึงมาคอยจับผิดอะไรกูว่ะ เดินตามอยู่ได้ ไม่ว่ากูจะไปไหนมึงเดินตามหาห่.. อะไรวะ?” ผมตกตลึง! เงยหน้าขึ้นมองหน้าเขา ที่ต้องเงยหน้าเพราะส่วนสูงที่สุดบนร่างกายของผมสูงเกินหัวนมของเขาเพียงนิดเดียว เขาจับคอเสื้อของผม ยกร่างผมลอยขึ้นด้วยมือเพียงข้างเดียว และด้วยความร่วมมือของมืออีกข้างหนึ่ง เขาจับผมกระแทกลงกับพื้นปูนซิเมนต์ ผมนึกขอบคุณเขา....ที่ไม่ทุ่มผมลงกับพื้นด้วยท่า Butterfly Suplex อย่างที่พวกมวยปล้ำเขาชอบใช้กัน แต่ถึงกระนั้นก็ตามร่างกายของผมก็สั่นระริกริ้วไปทั่วด้วยความเจ็บปวด มันเจ็บที่ข้อเท้าเสียดเข้าไปถึงกระดูก ทวารหนักเกร็งเขม็งเช็งเม้ง ผมรู้สึกว่าร่างกายผมกำลังจะกลายเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นเสียแล้ว มันจะเป็นลม ด้วยปฏิภาณไหวพริบอันเฉียบแหลมแถมว่องไวทันการณ์ เพื่อไม่ให้ตัวเองล้มฟาดลงไปทั้งยืน ผมก้มลงนั่งยองๆ.....หยิบนาฬิกาจับเวลาที่หน้าปัดแตกร้าว Board ที่มีกระดาษแบบฟอร์มหนีบอยู่ และดินสอขึ้นมาอย่าง Slow motion เพื่อถ่วงเวลาให้สติสัมปชัญญะกลับคืนมา ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เดินจากมาโดยพยายามเก็บอาการเหมือนอย่างนักมวยที่โดนต่อยที่ท้องอย่างจังจุกแทบตาย แต่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ทนได้สบายมาก เอาใจไปรวมอยู่ที่เท้า ซ่อนอาการเดินไม่ถนัดให้ได้มากที่สุดโดยเดินอย่างช้าๆ ความจริงอยากวิ่งจู๊ดแทรกแผ่นดินหนีไปในชั่วพริบตา แต่ทำไม่ได้ เลยต้องใช้ไม้ตาย ใช้คาถาอาคมท่องภาวนาว่า “พุทโธ ธรรมัง สังฆัง ขออย่าให้เขากระโดดเข่าลอยมาอีกเลย พระเจ้าช่วยกล้วยทอด” ได้ผลครับ ระฆัง เอ๊ย ออดบอกเวลาพักเที่ยงดังขึ้นพอดี แสดงว่าหมดยก เรารอดแล้ว แล้วความคิดหนึ่งก็เริ่มต้น “ตอนที่แม่ง ยกเราขึ้นด้วยมือข้างเดียว มันอยู่ในระยะอันเหมาะเหม็งที่จะฟันศอกได้ ส.บ.ม. เลย ทำไมมึงไม่สับศอกเม่งให้คิ้วแตกเป็นแผลให้เลือดออกมาย้อยเข้าตาแม่งว่ะ?” อีกเสียงหนึ่งเตือนสติว่า “ผู้ซึ่งเจริญแล้วด้วยสติปัญญาพึงสดับ ก่อนกระทำสิ่งใดควรคิดว่า Action นั้นมิได้เท่ากับ Reaction เสมอไป เราตีศอกแม่ง แม่งอาจมีอารมณ์เปลี่ยนจากหยอกเย้ากลายเป็นมิสบอารมณ์ เมื่อนั้น Reaction ก็จะรุนแรงเกินกำลังรับ จงคิดถึงเรื่อง CRP (Capacity Requirement Planning)1 ซึ่งสรุปได้สั้นๆ ว่า จะต่อสู้กับผู้อื่นควรรู้ว่า แม่งกระทืบเราแต่ละที เรามีโอกาสตาย หรือว่าพอจะลุกขึ้นมาอีกหรือไม่? ซึ่งอาจเลวร้ายถึงขั้นที่ว่า แม่งกระทืบเราหนึ่งที เราตายทันทีเลย เป็นไปได้ไหม?” ไตร่ตรองได้ดั่งนี้ เป็นอันสรุปได้อย่างรวดเร็วว่า แพ้เป็นพระ ชนะหรือไม่ชนะ ไม่อยากสน ยังไงๆ เราก็อยู่ในฐานะผู้มีระดับคุณธรรมที่สูงกว่า แต่ตอนนี้ได้เวลากินข้าวเที่ยงแล้ว

 

3. พบอาจารย์: “ศิลปะในการเป็นผู้นำ คือพูดคำว่า No ไม่ใช่ Yes การเอื้อนเอ่ยว่า Yes มันง่ายมาก” Tony Blair

วันนี้ ผมกระเดือกอาหารกลางวันที่ไม่เอาไหนที่สุดที่เคยกินมา ข้าวแต่ละคำดูฝืดๆ นึกย้อนเรื่องราวกลับไปเมื่อวันแรกที่เข้ามาทำงานที่นี่ วันศุกร์ที่หนึ่ง มีนาคมมันยัง In ในหัวใจ2 ผมไหว้ทำความเคารพผู้บังตับบัญชาและครูคนแรกในชีวิตที่สอนผมทำงาน เฮียซำเซ็ง ผู้จัดการฝ่ายคลังสินค้า

“นั่งลงซี่” คุณซำเซงผู้จัดการฝ่ายคลังสินค้าสั่ง
ผมนั่งลงบนเก้าอี้ข้างหน้าโต๊ะทำงานของเฮีย
“โต๊ะทำงานของคุณอยู่ตรงนี้นะ” เฮียซำเซ็งพูดพร้อมกับชี้ไปที่โต๊ะที่อยู่ข้างขวาของโต๊ะทำงานของตนเอง แล้วพูดต่อพร้อมกับมองตรวจโหวงเฮ้งของผมไปด้วย (ผมเดา)
“ฝ่ายของเรามีหน้าที่รับของต่างๆ ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบเข้ามา แล้วจัดเก็บไว้ให้เรียบร้อย เมื่อมีใครมาเบิก เราก็มีหน้าที่จัดส่งให้เขาถึงที่ๆ เขาต้องการ”
ผมถามเฮียว่า “ท่านจะให้ผมทำอะไรบ้างครับ?”
“อย่าเรียกเราว่า ท่าน เลย ใช้คำว่า เฮีย ก็พอ” แววตาของเฮียแสดงความเมตตา
“บอกตามกง (ตรง) เราไม่รู้ว่าจะสั่งให้คุณทำอะไร คุณจบจุฬาฯ ผมยังไม่จบมัธยม” ผมนึกไม่ออกว่าใครเคยพูดว่า ถึงจบแค่มัธยมแต่มีดีที่ลีลา ผมคะเนว่าอายุเฮียคงประมาณสี่สิบปี แสดงว่าเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย และต้องมีความสามารถอย่างมากจึงได้เป็นถึงผู้จัดการฝ่าย
“แต่เฮียมีประสบการณ์มากมาย เฮียกรุณาเป็นครูคนแรกในชีวิตผมที่สอนผมทำงานด้วยนะครับ” เฮียทำท่าคิด
“เอางี้ คุณเดินตามเราดูเราทำงาน สงสัยอะไรถาม แล้วคุณคิดเอาเองว่าจะทำอะไร ถ้าต้องการอะไรขาดเหลืออะไรบอกเรา จะจัดหาให้”
เฮียเป็นคนไม่สูง ตัวเล็ก แต่ฝ่าเท้าโตฐานมั่นคง ล้มยาก หากพลาดล้มลง ก็จะลุกขึ้นมาทำงานต่อด้วยความมุ่งมั่นขยันหมั่นเพียร และอดทน เฮียทำงานไปอธิบายไปอย่างละเอียดลออ เวลาเฮียจะไปไหนในระยะใกล้ๆ ที่ไม่ต้องขึ้นรถไป เฮียไม่ใช้วิธีเดินไป แต่จะวิ่งเหยาะๆ ผมวิ่งตามไปต้อย ๆ ออกกำลังระหว่างทำงานไปด้วย พอหมดแรงผมก็ไปพัก นั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะทำงานของตัวเองเป็นการฆ่าเวลาไปด้วย ทำให้เวลาตายเป็นเบือ
ผมมองดูปฏิทินบนโต๊ะ วันนี้วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม เงินเดือนของผม 3,300 วันละ 110บาท ซื้อเยนตาโฟได้ 22 ชาม ผมกินเงินเดือนเกือบพันบาทแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่าง ตั้งใจว่าสัปดาห์หน้าจะเริ่มทำงานที่ตั้งชื่อไว้สวยหรูว่า “การศึกษาเพื่อปรับปรุงการขนส่งสินค้าสำเร็จรูป” ต้องใช้อะไรบ้างฟวะ นาฬิกาจับเวลา clip board กระดาษ ดินสอ คิดแล้วก็สรุปว่า ต้องไปเบิกของที่ต้องการใช้เตรียมไว้ก่อนเห็นจะดี
“Clip board คืออะไรคะ?” พนักงานผู้จ่ายเครื่องเขียนถาม ผมจึงอธิบายว่า
“แผ่นไม้อัดขนาดโตกว่ากระดาษ A สี่นิดหน่อย มีคลิปหนีบกระดาษติดอยู่ด้านบน สำหรับใช้รองการเขียนเมื่อไม่ได้นั่งเขียนอยู่ที่โต๊ะทำงานครับ” ผมรู้สึกว่าสาวผู้มีหน้าที่จ่ายเครื่องเขียนคนนี้ กำลังนึกว่าผมตอบแบบนักวิชาการ
“ตอนนี้ ยังไม่มีใน stock คุณต้องการใช้เมื่อไหร่คะ?”
“วันจันทร์ที่จะถึงนี้ครับ”
“จะรีบสั่งซื้อให้ในวันนี้เลยนะคะ”
“ขอบคุณครับ มีนาฬิกาจับเวลาไหมครับ?”
“มีค่ะ”

เช้าวันจันทร์ผมติดตามดูการขนส่งผงซักฟอกสำเร็จรูปจากโกดังฝ่ายผลิตไปยังโกดังสินค้าสำเร็จรูปของโรงงาน ผมบันทึกวิธีการและเวลาในการขนหีบผงซักฟอกของพนักงานประจำรถขนส่งซึ่งมีวิธีการของตนเองเฉพาะตัว บางคนยกหีบผงซักฟอกขึ้นบ่าแล้วแบกไปจัดเรียงไว้ในรถบรรทุก บางคนใช้ท่าอุ้มลูกหน้าท้องเลียนแบบจิงโจ้ (สองมืออุ้มหีบผงซักฟอกไว้ที่หน้าท้อง) บางคนใช้ท่าแบกเป้สะพายหลังแบบเด็กนักเรียนอนุบาล (สองมือรับน้ำหนักหีบผงซักฟอกไว้เหนือก้น) เมื่อเต็มรถบรรทุกแล้วคนขับรถคนขนประจำรถสองคนและผมก็ขึ้นรถไปด้วยกัน ผมบันทึกเวลาที่รถวิ่งจากโกดังฝ่ายผลิตไปยังโกดังสินค้าสำเร็จรูป เวลาและวิธีการขนหีบผงซักฟอกจากรถลงจัดเรียงบนพื้นโกดัง ตลอดวันขนได้สิบสองรถ (สิบสองเที่ยว) แต่ละเที่ยวใช้เวลาใกล้เคียงกัน

วันอังคารที่ 12 มีนาคม แสงแดดทำงานด้วยความมุงมั่น ความร้อนอ้าวแผ่ไปทั่ว มันร้อนจริงๆ ร้อนจริงๆ เหมือนหม้อตุ๋นที่กำลังเดือดพ่นไอ และพลังระเบิด ออกทุกทิศทุกทางที่มีให้ออก คนที่ใช้แรงกายเป็นแรงงานมีเหตุผลดีที่ไม่ต้องอาบน้ำ เพราะตอนทำงาน ก็อาบเหงื่อต่างน้ำไปแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องอาบน้ำจริงๆ อีก3

ผมบันทึกวิธีการ และเวลาในการขนหีบผงซักฟอกจากโกดังสินค้าสำเร็จรูปของโรงงานไปส่งที่โกดังฝ่ายขาย ซึ่งอยู่ห่างจากโรงงานประมาณสองกิโลเมตร ใกล้จะเที่ยงวันแล้ว ผมกำลังก้มหน้าจดข้อมูลการขนในเที่ยวที่หกของวันนี้ และข้อสังเกตหลายอย่าง ที่เป็นประโยชน์ในการทำรายงานเพื่อปรับปรุงวิธีการขนส่ง รู้สึกสบายใจที่ได้ข้อมูลเบื้องต้นครบทั้งหมดแล้ว

ผมชอบอ่านหนังสือมวยมานานแล้ว นักมวยคนหนึ่งซึ่งผมเคยผ่านตาเมื่ออ่านเรื่องของเขาคือ “เผด็จการ” หรือยักษ์คนนี้นี่เอง เขาเคยเป็นนักมวยมีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องการเตะก้านคอคู่ต่อสู้ จนบางคนพิการมาแล้ว แต่วันนี้ยักษ์มีความเมตตาปรานี และสุภาพ ไม่ใช้เท้าแต่ใช้มือยกร่างผม เพื่อดูว่าหนักเท่าไร พอรู้ว่าหนักประมาณห้าสิบกิโลก็กระแทกผมกับพื้น

 

4 ศาลตัดสิน:ผู้ที่ดับได้ซึ่งความแค้นเคือง ประเทืองให้ชีวิตสุขสงบ” พระพุทธเจ้า

คุณตึกเป็นชายไทยแท้เท่ห์สมใจเทพผู้สร้างมนุษย์ ผิวคล้ำ สูงสง่าแข็งแรง มีพลังอยู่ทุกกล้ามเนื้อ หน้าตายิ้มแย้ม แววตาโอบอ้อม เฮียซำเซ็งเคยแจกแจงเรื่องราวเกี่ยวกับเขาว่า เมื่อกินเหล้าแล้วร้องเพลงสัปดนได้เป็น album กินกับกินข้าวจุ อึนาน หัดต่อยมวยตั้งแต่ยังเด็กเพื่อหาค่าขนมตามเวทีในงานวัด จนเป็นหนุ่มก็ยังใช้วิชามวยเป็นงานอดิเรก เพิ่งห่างกลิ่นสาบนวมมาได้ไม่นาน เขามาทำงานที่นี่ตั้งแต่อายุไม่ถึงยี่สิบในตำแหน่งพนักงานประจำรถขนส่ง แล้วเลื่อนขึ้นมาเป็นพนักงานขับรถบรรทุก และเพิ่งได้เป็นหัวหน้าทีมขนส่งสินค้าสำเร็จรูปเมื่ออายุสามสิบกว่า กำลังเรียนศึกษาผู้ใหญ่อยู่ห้องเดียวกับเฮียซำเซ็งชั้น ม.ศ. 3 ต้องดูแลพนักงานประจำรถแปดคน พนักงานขับรถสี่คน รถบรรทุกสี่คัน เป็นคนที่เฮียไว้ใจมาก เลยใช้เขาทำงานนอกจากงานในตำแหน่งหัวหน้าทีมขนส่งสินค้าสำเร็จรูปอยู่บ่อยๆ

“เรารู้จากตึกว่าคุณถูกอ้ายยักษ์มันรังแกเอา” เฮียซำเซ็งเริ่มเปิดคดี ขณะคุณตึกสานต่อว่า
“ผมไม่ได้อยู่ที่นั่นตอนเกิดเรื่อง คุณช่วยเล่าให้เราฟังหน่อย เรื่องมันไปยังไงมาไง”
ผมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้คนทั้งสองฟัง แล้วเสริมว่า “ผมขอโทษเฮียที่ไปทำงานศึกษาการปรับปรุงวิธีขนส่ง โดยไม่ได้ขออนุญาตเฮียซำเซ็งเสียก่อน ผมตั้งใจว่า จะเก็บข้อมูลเบื้องต้นแล้วจึงเขียนรายงานเสนอวิธีปรับปรุงให้เฮียทราบ แต่ก็มาเกิดเรื่องเสียก่อน”
เฮียซำเซ็งพูดเหมือนบ่นกับตัวเอง “อ้ายยักษ์มันแสบ โดนทัณฑ์บนที่ล้มโต๊ะจีนแล้วชกต้อยกับอ้ายเรืองกลางงานเลี้ยงปีใหม่ที่เพิ่งผ่านมาหยกๆ ทัณฑ์บนยังไม่ทันหมดอายุก็มาก่อเรื่องซ้อนซะแล้ว มันเป็นคนพาล ไม่มีวันเปลี่ยน เราพยายามสอนให้มันเปลี่ยน มันก็ไม่ยอมเปลี่ยน”
ตึกเสริมว่า “โทษเก่าบวกกับโทษใหม่อาจถึงกับถูกไล่ออกน่ะนี่”
“มันจะกลายเป็นว่า” เฮียซำเซ็งบ่นด้วยความกังวล “ถ้ามันถูกลงโทษคราวนี้ อ้ายยักษ์มาเอาคืนจากคุณวิชคนเดียวแน่ ตอนที่เกิดเรื่องกับไอ้เรือง หลังจากโดยทัณฑ์บนแล้วมันก็ใช้พรรคพวกของมันที่ไม่ได้อยู่ในบริษัทเรา ไปรุมทำร้ายเรือง” เฮียนิ่งไปชั่วครู่ ท่าทางครุ่นคิด แล้วพูดเปรย ๆ “ถ่านเมื่อร้อน ถูกมือก็ร้อนเจ็บแสบ เมื่อมันเย็นแล้วแตะต้องก็เปรอะเปื้อน” เฮียหันมาทางผม “ถ้าคุณมองข้ามคนพาล ไม่เสียเวลากับมัน แล้วมุ่งหน้าทำสิ่งที่มีประโยชน์ จะดีกว่าไหม?” ผมมัวแต่คิดตามคำถามของเฮีย ประโยคสั้นแต่ความหมายยาวไกล จึงเกิดปัญญาโชติช่วงชัชวาลขึ้น ให้สติกับตัวเองว่าถ้ากูรูปร่างใหญ่โตกว่านี้หน่อย กูคงขอสู้ตัวต่อตัวกับอ้ายยักษ์ แบบลูกผู้ชายใจเหี้ยมหาญแล้ว แต่ผมเป็นโรคปอด......ปอดแหก เลยฟากไว้ก่อน
พี่ตึกออกความคิดเห็นว่า “ผมจะไปอธิบายให้อ้ายยักษ์เข้าใจว่า คุณวิชคือใคร มาทำอะไรที่ฝ่ายของเรา จะกำชับมันไม่ให้มายุ่งกับคุณอีก”
“คุณวิชคิดว่าไง?” เฮียถามผมอีก
ผมขุดคำสอนของพระจากความทรงจำที่ว่า “ถ้ายอมไม่เป็น มันก็เย็นไม่ได้4” เลยตอบเฮียไปว่า
“รูปร่างอย่างเขากับผมไม่มีวันขึ้นชกมวยรุ่นเดียวกันได้ ถ้าเรื่องนี้จบลงได้ ก็จะดีมากสำหรับผม”
เฮียสรุปว่า “บ่ายสี่โมงวันนี้ ตึกเรียกประชุมทุกคนในฝ่ายของเรา จะแนะนำให้ทุกคนรู้จักคุณอติวิชญ์”
เหมือนเฮียเพิ่งนึกขึ้นได้ “ไม่ได้ก๊งกันนานแล้ว ตึกช่วยนัดทีมขนส่งสินค้าสำเร็จรูปไปฉลองกันซักมื้อกับคุณวิช ที่ร้านประจำของเราด้วยนะ”

 

5 ที่ร้านอาหาร กัวไม่แซบ: “โลกทั้งโลกอยู่ใกล้ๆ นี่เอง อยู่หลังดื่มน้ำมังสวิรัติแก้วที่สาม” Humphrey Bogart

ลมพัดแรงด้วยความกระฉับกระเฉงกำลังโยกต้นไม้ใบหญ้าบริเวณนั้นให้พลิ้วไหว เสียงคลื่นกระแทกฝั่งดังเป็นระยะ ท้องฟ้าโปร่งโล่ง ดวงตะวันสีแดงก่ำนุ่มนวลอ่อนโยนลงมากแล้ว ผมมาถึงร้านอาหารที่อยู่ใกล้ ๆ กับโรงงานก่อนคนอื่นเล็กน้อย ร้านอาหารชื่อ “กัวไม่แซบ” เป็นเพิงหลังคาจากเปิดฝาผนังโล่งทั้งสี่ด้าน (ผมไม่ชอบคำว่าเพิงหมาแหงน เพราะสงสาร หมาจะเมื่อยคอ) มีห้องครัวแยกจากส่วนที่รับแขก ข้างห้องครัวมีพุ่มต้นแก้ว ใบเขียวเข้มดอกขาวทั่วต้นส่งกลิ่นหอมเย็นไปทั่วบริเวณราวกับจะบอกแขกว่า มาถึงร้านนี้จะสดชื่นเย็นใจอยู่ทานอะไรๆ ได้นานๆ ส่วนที่แขกนั่งทานอาหารจรดแม่น้ำเจ้าพระยา ที่กลางแม่น้ำเรือยนต์โยงเรือพ่วงต่อกันไปแถวยาวเหยียดแล่นช้าจนดูเหมือนไม่ได้เคลื่อนที่ ริมฝั่งตรงกันข้ามของแม่น้ำมีโกดังเรียงราย มีท่าเรือสำหรับเรือขนทราย เรือลำโตๆ จอดเทียบท่า สายพานขนทรายจากเรือขึ้นไปไหลลงบนรถบรรทุก เมื่อทุกคนนั่งลงแล้ว เฮียซำเซ็งถามว่า “ดื่มอะไรกันดี”

โดยไม่ได้นัดหมาย ท่านขุนริน สุราพ่ายทั้งหลายสั่งขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน “ม้ากระทืบโลง” เฮียและคุณตึกสั่งยาตราสิงห์ ส่วนผมอยากทดลองม้ากระทืบโลง คุณตึกสั่งอาหารอย่างคล่องแคล่ว ไม่แพ้คุณหลวงถนัดรับประทาน เริ่มด้วย “ยำซอกคอน้องเมีย” ซึ่งก็คือยำคอหมูย่าง “ฝรั่งกอดลาว” คือเบค่อนพันแหนมแล้วทอด “ท้องกับใคร” เป็นหมึกยัดไส้ด้วยหมูสับกับวุ้นเส้น และ “ลาบยโสโอหัง” ส่วนเฮียขอเพิ่ม “ยำขาอ่อน” หรือยำเต้าหู้นั่นเอง เจ้าของร้านฟังคำสั่ง จำโดยไม่ต้องจด แล้วก็เดินเข้าครัวไป

ม้ากระทืบโลงมาถึงพร้อมกับ มะยมดอง และมะม่วงดอง ผมลองจิบดูเล็กน้อย อยากรู้ว่ารสชาติจะทนดื่มได้ไหมเพราะสีของมันดำน่ากลัว รสเหมือนยาธาตุ ออกหวานนิดหน่อย มีกลิ่นสมุนไพร ตอนที่ผมกำลังจิบหลายคนจ้องมองผม คงจะดูว่าผมจะทำท่าอย่างไร

“ม้ากระทืบโลงเป็นไง?” คุณตึกอยากรู้
“เหมือนยาธาตุครับ”
“ใช่มันเป็นยา พวกเราใช้แก้ปวดหลัง ดื่มกันแทบทุกวัน ไม่งั้นปวดหลังนอนไม่หลับ” คุณตึกอธิบายสรรพคุณ
“ดื่มทุกวันไม่ติดเหรอครับ?” ผมขอรู้
คุณตึกเฉลยพร้อมกับทำหน้าเจ้าเล่ห์ว่า “พวกผมติด แต่เฮียไม่ติด เฮียไม่ติดเพราะจ่ายสด แต่พวกผมติดเพราะจ่ายตอนเงินเดือนออก”
เสียงเฮ! รับมุกกันอย่างพร้อมเพรียง แล้วก็เงียบกันหมด ทุกคนกำลังตั้งหน้าตั้งตาประกอบกิจกรรมอันสุนทร ปากขยับกับพินาศ

เฮียซำเซ็งแนะนำผมให้ทุกคนในงานเลี้ยงรู้จักอีกครั้ง “คุณคนนี้ชื่ออติวิชญ์ จบจุฬาฯ เพิ่งมาทำงานกับเรา ผมดูโหงวเฮ้งแล้ว น่าจะเป็นผู้บริหาร CEO5 ในอนาคต” (ถ้าเป็นสมัยนี้ พอแนะนำจบคงมีคนถามว่า ผู้บริหารซีอีโอ หรือ ลีโอ LEO ครับ?) คุณตึกแนะนำให้ผมรู้จักผู้ร่วมงานทีละคน ยกเว้นยักษ์ซึ่งไม่มา

“คุณวิชช่วยอธิบายให้พวกเราเข้าใจว่างานของคุณคืออะไรครับ” เฮียเปิดช่องให้ผมพูด
“ผมเก็บข้อมูลเพื่อปรับปรุงการขนส่งสินค้าสำเร็จรูปได้ครบแล้ว กำลังคิดว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการแบกอย่างไร ต้องหาเครื่องมือเครื่องไม้อะไรมาใช้เพื่อให้ทำงานได้สบายขึ้น ผมรู้สึกหนักใจเพราะเพิ่งเริ่มทำงาน เปิดตำราหลายรอบแล้ว ก็ยังไปไม่ถูก ของจริงนี่มันต่างจากตำรามาก ถ้าพวกเราที่นี่กรุณาให้คำแนะนำสั่งสอนผมจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ”
คุณตึกเสนอว่า “ผมอยากให้ยกเลิกการขนไปเก็บในโกดังของโรงงาน อยากให้ขนจากฝ่ายผลิตไปโกดังฝ่ายขายเลย”
เป็นความคิดที่ดีมาก เพราะปัจจุบันนี้ทำงานโดยไม่จำเป็นต้องทำ คือขนจากฝ่ายผลิตไปเก็บไว้ในโกดังของโรงงานซึ่งห่างกันประมาณร้อยเมตร ต้องเสียแรงขนลงจากรถบรรทุก จัดวางลงบนพื้นโกดัง แล้วอีกทีมงานหนึ่งก็มาขนจากพื้นขึ้นไปบนรถบรรทุกอีกครั้ง เพื่อไปยังโกดังฝ่ายขาย การขนลงขนขึ้น นอกจากเสียแรงงานแล้วยังทำให้สินค้าชำรุดโดยไม่จำเป็น สิ้นเปลืองพื้นที่ในโกดังของโรงงานอีกต่างหาก
เฮียเห็นว่า “ไอเดียนี้ น่าสนใจ เราจะไปปรึกษากับฝ่ายขายดู”
ดูเหมือนโลกทั้งใบจะหดเล็กลงเหลือแค่โต๊ะที่อยู่ตรงหน้า หลังจากแก้วที่สามผ่านพ้นไปอย่างที่ Bogart พระอกสุดหล่อจากหนัง Casablanca เคยว่าไว้ในปี 2493 “The whole world is three drinks behind” ภาระหนักใจใดๆ จากที่ทำงานล้วนมลายหายไป

คุณตึกเหม่อมองน้ำ หน้าตาแสดงความสบายใจ ขณะเจ้าของร้านเดินออกมาพร้อม Guitar ตัวเก่าคร่ำ ขึ้น Intro เพลงครวญอย่างรู้ใจกัน คุณตึกฮัม Intro ตาม แล้วร้อง “เมื่ออยู่ริมฝั่งชล ฉันยลทุกยามเย็น พักในร่มเงาไม้เอน ฉันมองเห็นนกบินกลับรัง.....” เฮียทำหน้าที่ผู้กำกับการแสดง “คุณวิชโชว์หน่อย เราเคยเห็นคุณออกทีวีฝีมือเล่น Guitar ของคุณเข้าขั้นมืออาชีพเลยนะ เราเดาว่าคุณเป็นหัวหน้าวงที่คุณเล่นอยู่ใช่ไหม โชว์หน่อยๆ” ผมต้องพยายามอย่างสุดๆ ที่จะไม่พยักหน้าตอนที่เฮียสรรเสริญผม หยิบ Guitar เริ่มเพลง พายงัด พอถึงท่อนสอง ทุกคนร้องตามเสียงดังกลบร้าน “น้องสาวแวะคุยกันก่อน อย่าทำแสนงอนเพราะคลื่นลมจัด จอดก่อนเถอะแม่คนสวย พี่ขอไปด้วย แล้วพี่จะช่วยพายงัด...” ส่วนดึกเข้าบางคนคุยโดยไม่สนใจว่าจะมีคนฟังไหม หลายคนร้องเพลงพร้อมกันแต่เป็นคนละเพลงเดียวกัน นักดนตรีเลยตัดสินใจเล่นเพลงที่ตัวเองชอบแต่ไม่ใช่เพลงที่จะมีใครฟัง ส่วนพี่ตึกเสียงดังกว่าเพื่อน ลุกขึ้นยืนประกาศอย่างเป็นทางการ “ต่อไปนี้เป็นเพลงไม่สุภาพ” แล้วเพลงสัปดี้สีปดน ก็ไหลต่อกันไปเป็นขบวนหลายเพลงแบบ Medley

 

6 ปรับปรุงการขนส่ง: “ดูให้ดีว่าสิ่งที่ออกแบบไว้ฉลาดและสมเหตุสมผล ตรวจสอบให้ชัดเจนและแน่ใจ ทำตามนั้นอย่างแน่วแน่” William Shakespeare

ผมทำรายงานสรุปปรับปรุงการขนส่งสินค้าสำเร็จรูปเสร็จแล้ว หาจังหวะที่เฮียซำเซ็งว่าง เพื่อรายงาน และขอคำแนะนำจากเฮีย
“เฮียครับ ความคิดของพี่ตึกที่ว่า ควรเลิกใช้โกดังของโรงงาน โดยขนจากฝ่ายผลิตส่งตรงไปยังโกดังของฝ่ายขายเลย เป็นความคิดที่ดีมากนะครับ ผมดูรายการซ่อมของเสียแล้วสรุปได้ว่า เราเสียหายโดยไม่จำเป็นเดือนนึงเจ็ดพันกว่า บางเดือนในหน้าฝนเสียหายถึงเดือนละแปดพันกว่านะครับ”
“ค่าเสียหายอะไร” เฮียถาม
“เมื่อขนลงจากรถเพื่อวางเรียงบนพื้นโกดังของโรงงานจะทำให้บางหีบชำรุด พอขนขึ้นจากพื้นโกดังเพื่อส่งไปโกดังฝ่ายขายก็จะเกิดเสียหายอีก ระหว่างที่เก็บไว้ในโกดัง บางครั้งวางซ้อนกันสูงเกินสี่ชั้นหีบชั้นล่างจะบุบเบี้ยวบู้ย่น ลามไปถึงกล่องซึ่งอยู่ข้างในบางกล่องเตี้ยลง บางกล่องถึงขนาดที่แตกปริผงซักฟอกรั่วออกมา ต้องส่งกลับไปซ่อมที่ฝ่ายผลิตเพราะฝ่ายของเราซ่อมเองไม่ได้ครับ”
เฮียเห็นด้วย “ผมคุยกับทางฝ่ายขายแล้ว เขาเห็นด้วย วิชช่วยคิดดูว่าเราควรใช้พื้นที่ในโกดังฝ่ายขายเพิ่มขึ้นเท่าไหร่”
“เฮียครับ พนักงานของเรามีวิธียก วิธีแบกเป็นของตัวเอง ไม่ค่อยซ้ำกัน เกือบทุกคนบ่นว่าปวดหลัง ผมคิดว่าวิธีการยก และแบกอาจผิดท่า ใช้ร่างกายไม่ถูก เลยมีผลเสียต่อกระดูกสันหลัง กลายเป็นโรคปวดหลังกันเกือบทุกคน”
“คุณวิชจะแก้ไขยังไง?”
“ผมว่า เราน่าจะเชิญอาจารย์จากสภากายภาพบำบัดมาสอนวิธีการยกแบกที่ถูกต้องให้พนักงานของเราครับ พวกพี่ๆ คงไม่เชื่อผม ถ้าผมเป็นคนสอนเอง ผมมีเพื่อนคนนึง ทำงานที่สภากายภาพบำบัด เขาจะช่วยหาอาจารย์ที่มีความรู้ในเรื่องนี้มาอบรมพนักงานของเราได้ครับ”
“วิชลองติดต่อสอบถามดูก่อน ต้องเสียค่าจ้างเท่าไหร่ ใช้เวลาอบรมกี่วัน ได้ข้อมูลแล้วเราไปคุยกับฝ่ายบุคคล เพื่อทำงานร่วมกันต่อไป”
“ครับ” ผมขึ้นเรื่องใหม่ “เฮียครับเราควรซื้อเครื่องมือบางอย่างมาใช้ บางอย่างต้องทำขึ้นมาใช้เอง เช่นรถเข็นแบบนี้นะครับ” ผมหยิบแบบที่เขียนไว้คร่าวๆ ให้เฮียดู

 

store1.jpg

 

 

“สำหรับล้อนั้น ควรจะเป็นแบบนี้ครับ สองล้อหน้าเป็นล้อตาย ไม่ต้องปรับเปลี่ยนทิศทางครับ สองล้อหลังต้องหมุนได้รอบตัวเพื่อปรับทิศทางการเข็นรถ โดยใส่ตลับลูกปืนตรงนี้นะครับ”

 

 

store2.jpg

 

 

“วางหีบผงซักฟอกบนรถนี้ ชั้นละสี่หีบ ซ้อนกันสองชั้น จะขนได้ครั้งละแปดหีบ แทนการแบกไปทีละหีบครับ” ใช้รถคันนี้ที่ฝ่ายผลิตเพื่อขนจากสายพานผลผลิต ไปยังท้ายรถบรรทุก แล้วขนจากรถเข็นนี้เข้าไปในรถบรรทุก” เสร็จไปอีกประเด็นหนึ่ง
“ส่วน Pallets นี้ ใช้ที่โกดังฝ่ายขายครับ เมื่อขนลงจากรถบรรทุก แทนที่จะยกไปวางบนพื้นซีเมนต์ เราวางบน Pallets ชั้นละสี่หีบ ซ้อนได้สี่ชั้น แล้วใช้ Hand lift ลากไปเก็บไว้ในโกดัง เมื่อต้องการส่งออกขาย เราใช้ Hand lift ลากไปยังท้ายรถบรรทุก แล้วยกขึ้นจัดเรียงบนรถบรรทุก เพื่อส่งไปยังลูกค้าต่อไปครับ” ผมพยายามอธิบายอย่างละเอียดทุกเม็ด

 

 

store3.jpg

 

 

7 ยักษ์แผลงฤทธิ์: “หลักการใหญ่ของมวยไทยคือ ศัตรูแข็งเราอ่อน ศัตรูผ่อนเราแหย่ ศัตรูแย่เราตี เขาหนีเราไล่กระหน่ำ” นิตยสารมวยตู้

เฮียซำเซ็งตกลงกับฝ่ายขายได้ว่า ทางโรงงานจ่ายค่าเช่าที่ให้บริษัทฝ่ายขายซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกันเดือนละหนึ่งพันบาท เพื่อการใช้พื้นที่ของเขาเพิ่มขึ้นสิบคูณยี่สิบเท่ากับสองร้อยตารางเมตร เลิกใช้โกดังของโรงงานในการเก็บผงซักฟอกสำเร็จรูปก่อนส่งให้ฝ่ายขาย สามารถส่งตรงจากฝ่ายผลิตไปยังโกดังของฝ่ายขายได้เลย เฮียซำเซ็งสั่งให้ทำล่วงเวลาตั้งแต่หกโมงเย็นถึงสองทุ่ม เพื่อขนส่งผงซักฟอกที่ยังค้างอยู่ในโกดังของโรงงานก่อนที่จะมีการขนส่งโดยตรงจากฝ่ายผลิตไปยังโกดังฝ่ายขาย พอใกล้ถึงเวลาเลิกทำงานล่วงเวลาแล้ว ยักษ์มาจากไหนไม่ทราบ หน้าตาท่าทางแสดงว่าอุ่นเครื่องด้วยการกรึ๊บมาแล้ว พวกเราทยอยกันปั้มบัตรเลิกงานเตรียมจะกลับบ้านไปพักผ่อน

ยักษ์ถามพี่ตึก “บัตรกูอยู่ไหนวะ?”
“สงสัยอยู่ที่เฮีย เมื่อกี๊ถามหาคุณอยู่ บ่นว่าปั๊มบัตรเข้าทำงานแล้วแต่ตัวหายไปไหน ทำไมไม่ทำงาน” ความจริงผมได้ยินเฮียว่า “มันหายหัวไปไหน?” ผมนึกชมพี่ตึกที่มีศิลปในการใช้คำพูด
ยักษ์เดินไปหาเฮีย พี่ตึกและคนอื่นรวมทั้งผมเดินตาม
เฮียปิดประตูสำนักงานเตรียมตัวกลับบ้าน
“บัตรปั๊มของผมอยู่ที่ไหน?” ยักษ์ถามด้วยน้ำเสียงนักเลงเต็มตัว
“อยู่ที่ผม” เฮียเฉลยสามคำสั้นๆ
“เอามาผมจะปั๊มบัตรออก”
“ไม่ได้ทำงานปั๊มบัตรออก เอาเปรียบเพื่อน ทุกคนต้องทำงานถึงจะได้เงิน”
ยักษ์ไม่โต้คารมด้วย แต่เดินตรงเข้าหาเฮีย มองด้วยสายตาแผดเผา ทำให้ผมนึกถึงหมีควายที่กำลังย่างสามขุมเข้าหาเหยื่อตัวเล็กๆ ความหวาดหวั่นไล่ตามแผ่นหลังของผม
พี่ตึกถลันเข้าขวาง “มึงจะทำอะไรเฮีย?”
“หลีกไปไม่เกี่ยว กูจะให้มันดมตีนกู”
“อย่าแตะต้องเจ้านายนะเว้ย ถ้าอยากใช้กำลัง มึงเจอกูดีกว่า ค่อยสมน้ำสมเนื้อเกลือจิ้มเกลือกันหน่อย”
“ได้เลย” ยักษ์เดินเข้าหาตั้งท่าพร้อมเตะก้านคอ
“เดี๋ยว! ฟัดกันที่นี่ถูกไล่ออกทั้งคู่แน่”
“อย่ามาถ่วงเวลา ปอดแหกขึ้นมาล่ะซิ”
“พรุ่งนี้ตอนเลิกงานแล้ว ไปพิสูจน์กันที่ค่ายลูกปู่เจ้ากันมั้ยล่ะ?” ค่ายมวยลูกปู่เจ้าเป็นค่ายที่ยักษ์เคยเป็นนักมวยตัวดังประจำค่ายเมื่อหลายปีมาแล้ว
“ได้เลย มึงเตรียมยาแก้ช้ำในไว้ ได้เลย” การเว้นจังหวะในการพูดคำว่า ได้เลย ทำได้กวนตอเต่าสระอีนมาก ผมก็เลยต้องสูดลมหายใจเข้า เพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ตัวเองกลั้นใจอยู่ตั้งนาน ผมเคยได้ยินพระเทศน์ว่า หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้า ก็ตายได้นะโยม

ค่ำนั้น พี่ตึกวิ่งออกกำลังกายรอบสนามบาสเกตบอลหลายรอบอย่างที่ทำอยู่เสมอ แต่วันนี้ตบท้ายด้วยการซ้อมชกลม ค่ายมวยลูกปู่เจ้าอยู่ข้างวัดใกล้โรงงาน เต็มไปด้วยอุปกรณ์ทรมานร่างกาย มีคนซ้อมกระสอบทรายจนมันกระเด็นไปกระเด็นมา ถ้าเตะซ้ายมันกระเด็นขวา ถ้าต่อยซ้ายขวามันกระเด็นไปแล้วก็กลับมารองรับหมัดเท้าเข่าศอกของผู้ซ้อมโดยไม่มีการอู้ มันไม่ยักวี้ดว้ายกระตู้วู้บ่นว่าอุ๊ยตายว้ายกรี๊ดเจ็บจะตายวายป่วง หลายคนกำลังกระโดดเชือก บางคู่ปล้ำกันเพื่อซ้อมเตรียมให้มีกำลังไว้ปล้ำตีเข่า มีเวทีสร้างไว้บนพื้นดินไม่ได้ยกพื้นสูงจากดินอย่างเวทีมวยมาตรฐานทั่วไป เพียงแต่ปักเสาสี่ต้นหุ้มด้วยวัสดุลดแรงกระแทก แล้วใช้เชือกล้อมไว้สามชั้น เฮีย พี่ตึก และอีกหลายคนมาถึงแล้ว นอกจากยักษ์

“ดูท่าตึกมั่นใจมากเลยนะ” เฮียแสดงผลการสังเกต
พี่ตึกยิ้มพอให้เห็นว่ายิ้ม “อ้ายยักษ์มันเคยเตะก้านคอนักมวยด้วยกันจนพิการมาแล้ว อีกประเดี๋ยวผมต้องเจอศึกหนักแน่ แต่ตอนนี้ต้องทำใจให้สงบไว้จะได้มีสมาธิตอนสู้กัน กีฬาไม่แพ้ก็ชนะ”
ยักษ์เดินมาคนเดียวอย่างโดดเดี่ยว ท่าทางองอาจ คุ้นถิ่นที่ตนเองเป็นยอดฝีมือประจำค่าย เดินตรงเข้าไปกราบหัวหน้าค่ายมวย
“คู่ต่อสู้ของมึงวันนี้ไม่ธรรมดานะโว้ย อย่าจู่ลู่วู่วาม6” หัวหน้าค่ายมวยเตือนด้วยความหวังดี
“ฉันจะพยายามไม่ให้เสียชื่อค่ายเรา” ยักษ์ตอบสั้นๆ

เมื่อทั้งสองฝ่ายพันมือด้วยผ้าใส่นวมแล้วเดินเข้าเวทีมวย หัวหน้าค่ายเป็นกรรมการ “การชกวันนี้ ตามกติกามวยไทย ชกสามนาทีพักสองนาที ไม่มีกำหนดยก ชกกันจนฝ่ายหนึ่งล้มแล้วไม่ลุก” การทำร้ายร่างกายกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ระหว่างที่หัวหน้าค่ายประกาศ ยักษ์จ้องตาพี่ตึกหมายสะกดจิตข่มขวัญ แต่พี่ตึกก็สู้ตาไม่ลดละด้วยท่าทีเรียบเฉย

เริ่มยกแรก ยักษ์ไม่ทำตามธรรมเนียมทั่วไป คือดูเชิงกันก่อน โดดตัวลอยเตะขวาหมายก้านคอทันที แต่ก็ได้แต่หมุนรอบตัวเองสามร้อยหกสิบองศา เพราะพี่ตึกก้มหลบ เท้าของยักษ์จึงเฉี่ยวหัวไป พี่ตึกก้าวเข้าหาแล้วแย็บขวาทักทายอย่างใจเย็น ยักษ์จับคอแล้วตีเข่า แต่ก็ได้แต่สะกิดแถวสะดือ พี่ตึกเหลี่ยมดี แสดงความแข็งแกร่งปล้ำตีเข่าสู้ แล้วจากออกด้วยการสับศอกตอกหน้า ยักษ์ถีบหน้าจนพี่ตึกหงายเงิบ พี่ตึกจะเอาคืน แต่ยักษ์เต้นหนีไปรอบ ๆ เวทีจนหมดยก

ยกที่สอง ยักษ์ทักทายแรงขึ้น ด้วยการเตะซ้ายให้พะวง แล้วดีดขวาเต็มแรงหมายก้านคอ พี่ตึกเอียงถลา ถึงแม้ว่ายกแขนกันไว้ได้ ยักษ์ตามเข้าซ้ำกะยำใหญ่ใส่สารพัดเผด็จศึกไปเลย พี่ตึกถอยฉากแล้วเตะขวาเข้าพับนอก ยักษ์ยกเท้าซ้ายกัน แล้วเตะขวาหมายลำตัว แต่พี่ตึกรอจังหวะอยู่แล้ว เตะตัดพับในอย่างถนัดถนี่พร้อมกับผลักสุดตัว ยักษ์ล้มลงกองกับพื้น เสียงคนดูเฮ กรรมการไม่นับ ยักษ์ลุกขึ้นมาไม่ฟังอีร้าค่าอีรมเดินใส่บดขยี้ด้วยหมัดซ้ายขวาเป็นชุด พี่ตึกยืนปักหลักแลกหมัดชุลมุน ยักษ์ได้จังหวะสับศอกอย่างถนัดถนี่เสียงดังผลักะ พี่ตึกกรรเชียงหนีออกมาได้ แต่คิ้วแตกเห็นเลือดออกเป็นทาง เปาหยุดการชกพาพี่ตึกมาข้างเวที พี่เลี้ยง เอ๊ย น้องเลี้ยงซับเลือดแล้ววิ่งเข้าไปในบ้านหัวหน้าค่าย

ทุกคนอึ้งกิมกี่ไปพักหนึ่ง เปาถาม “สู้ต่อไหม?” พี่ตึกพยักหน้า เริ่มชกกันใหม่ ยักษ์เข้าหากะให้จบเกมไปเลย พี่ตึกถีบเข้าท้องหยุดการบุก ยักษ์พยายามเข้าชกวงใน แต่พี่ตึกฉากหนี และถีบสกัด ระฆังหมดยก น้องเลี้ยงซับเลือดเหนือคิ้วของพี่ตึก ใช้นิ้วชี้ถ่างแผลออกแล้วใส่ผงสีน้ำตาลลงไปจนเต็มล้นรอยแตกเหนือคิ้วเพื่อให้เลือดหยุดไหล เฮียเข้าไปดูแผล หน้าตาแสดงว่า เจ็บไม่แพ้พี่ตึก บางคนเข้าไปดูแล้วอ้าปากค้างเท่าความกว้างของแผลตอนถูกแหก

ผมไม่อยากให้พี่ตึกแพ้แบบนี้เลย แต่ยังเบาใจที่พี่ตึกไม่แสดงความเจ็บปวด แววตายังแสดงความแน่วแน่ เฮียเดินมาใกล้ผม กระซิบ “ผงห้ามเลือดห้ามได้แค่ไหน?” ถามด้วยความห่วงใย ไม่ได้ดูถูกยา7 “ถ้าไม่โดนซ้ำจังๆ เลือดคงไม่ออกอีก” ผมเดาเข้าข้างพี่ตึก

ยกที่สาม ยักษ์รู้ตัวว่าเป็นต่อ ยกบาทาขวาลูบหน้าพี่ตึกแบบไม่ต้องการให้เจ็บ แต่ต้องการแสดงให้เห็นว่าเหนือกว่า เสียงพี่เลี้ยงของยักษ์ตะโกน “อ้ายยักษ์อย่าประมาท” ตีนพี่ตึกกระทบชายโครงยักษ์เต็มแรง รอยแดงไหม้นาบเป็นปื้นโผล่ให้เห็นชัดเจน ยักษ์ชะงักการบุก ยืนปักหลักตั้งการ์ดสูง ยักษ์เตะขวาชายโครงหวังเอาคืน พี่ตึกเตะซ้ายเข้าเหนือพับในเต็มรัก เสียงดังเพียะ ยักษ์ล้มลงทันที กรรมการเห็นไม่ลุกเลยเข้านับแปด ยักษ์ลุกแสดงอาการเขยก พี่ตึกเข้าประชิดชกหนึ่งสอง แล้วถอยมาเล็กน้อยเตะซ้ายพับนอก เตะขวาพับนอกสองครั้งติดกัน ยักษ์ล้มลงอีก พยายามลุกขึ้น คุกเข่าแต่ยืนไม่ไหว

กรรมการยุติการชก ยกมือพี่ตึกชูขึ้น พี่เลี้ยงของยักษ์ และชายอีกคนหนึ่ง ปราดเข้าประคองยักษ์ออกจากเวที
เฮีย และอีกหลายคน แสดงความดีใจกับพี่ตึก พี่ตึกยืนลังเลเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรสักอย่าง แล้วเดินช้าๆไปหายักษ์ ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้พี่เลี้ยงกำลังใช้น้ำมันนวดขา “ขอโทษนะ ที่ผ่านไปคิดว่าเป็นกีฬา เมื่อจบแล้ว ขอให้เราเป็นเพื่อนกันต่อไปเถอะนะ” ยักษ์เคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีเปลี่ยนแปลง

ถ้าสายตาสามารถส่งพลังเผาคนได้ ร่างกายพี่ตึกคงลุกเป็นไฟแล้วกลายเป็นกองถ่าน ยักษ์พูดค่อย ๆ “ชนะแล้วนี่หว่า จะพูดให้เท่ห์เป็นพระเอกยังไงก็ได้” แล้วระเบิดเสียงเต็ม Volume “ไปให้พ้น กูไม่เป็นเพื่อนกับมึง” ยักษ์ตอบแบบว่า ที Who เก๊าะที Who ทีไอเมื่อไหร่ Wait and ดู ผมงี๊ถึงกับอึ้งทึ่งเซี้ยวไปเลย

เฮีย และผมพาพี่ตึกไปเย็บแผลแตกที่คลีนิค ต้องเย็บสี่เข็มเหนือคิ้วซ้าย ไปทานข้าวด้วยกัน แล้วจึงแยกย้ายกันกลับ

 

8. A B C Analysis: “Pareto ไม่ใช่สเปรโต แต่คือผู้ที่คิดว่าใหญ่ๆมีน้อย จิ๊บจ๊อยมีมากมาย” อาจารย์วรสิงห์ ถนอมสิงห์

พี่ตึกเดินขึ้นมาใน Office “เฮียครับ ขอปรึกษาหน่อย” พี่ตึกเปิดการประชุมด้วยการพูดกับเฮีย แต่มองมาทางผมซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เฮีย พี่ตึกดึง Stock card กระดาษแข็งสีขาวออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้ววางลงบนโต๊ะเฮีย ผมเข็นเก้าอี้ไปนั่งข้างหน้าโต๊ะเฮียคู่กับพี่ตึก

 

 

store4.jpg

 

 

“ตัวเลขยอดคงเหลือมีอยู่ 66หีบ แต่ของจริงไม่มีแล้วครับ” พี่ตึกชี้ไปที่วันที่ 15 ใน Stock card ซึ่งมีรายการจ่ายออก 200หีบ ยอดคงเหลือ 66หีบ และมีลายมือพี่ตึกเขียนไว้ตรงช่องหมายเหตุ ว่า ของจริงเป็นศูนย์
“พอน้ำลดตอก็โผล่” เฮียบ่นเป็นคำคม
เมื่อขนไปส่งให้ฝ่ายขายจนของจริงในโกดังของโรงงานหมด แต่ Stock card ยังแสดงว่ามีของอยู่ 66 หีบ
“หายอีกแล้ว ต้องหาสาเหตุว่าหายไปเพราะอะไร แล้วเขียนใบปรับส่งไปที่ผู้จัดการโรงงาน เพื่อให้ท่านอนุมัติ เรื่องนี้คงต้องยุ่งอีกนานเพราะเราหาสาเหตุของการหายไม่ได้”
ผมอ่าน Stock card ไปทีละบรรทัด พร้อมกับการตีความให้ตัวเองเข้าใจเหตุการณ์ตามไปด้วย
D12 คือสัญลักษณ์แทนผงซักฟอกสำเร็จรูป ซึ่งหีบหนึ่งมี 12กล่อง กล่องละหนึ่งกิโลกรัม

ปี 2517 เดือน เมษายน วันที่ 15 ยอดคงเหลือเขียนไว้ 66หีบ หมายเหตุเขียนไว้ของจริงเป็นศูนย์ พี่ตึกสรุปไว้ถูกต้อง ผงซักฟอกสำเร็จรูปขนาดหีบละสิบสองกล่องหายจากบัญชี 66หีบ วันที่ 8 ส่งไปซ่อม 16 หีบ จนถึงวันนี้วันที่ 16 แผนกที่รับไปทำการซ่อมยังไม่ส่งกลับมา

เราสามคนนั่งลันดูแกแลดูกันไปมา เมื่อความเงียบอ้อยอิ่งอยู่สักครู่ ผมรู้สึกว่านั่งอยู่ที่นี่อย่างนี้ต่อไปก็บ่มิไก๊ และอาจโดนเฮียพ่นพิษใส่เต็มหน้าได้ ผมและพี่ตึกจึงพร้อมใจกันโดยไม่ต้องนัดหมาย ลุกขึ้นแล้วลากเก้าอี้ของผมของเขากลับไปนั่งเหม่ออยู่ที่โต๊ะของตัวเอง ปล่อยให้เฮียนั่งคิดไปคนเดียวอย่างเดียวดาย

ผ่านไปไม่กี่วัน ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรกแกรกกรากq เช้าวันจันทร์ที่ 22 เมษายน พี่ตึกเดินหน้าเครียดเข้ามาใน Office “เฮียครับ D12 หายไปหมดเลยครับ”
“เราส่งไปให้ฝ่ายขายหมดแล้วไม่ใช่เหรอ?” เฮียงง
“สิบหกหีบที่ชำรุดเราส่งไปซ่อมตั้งแต่วันที่แปดเมษา เพิ่งส่งกลับมาเมื่อวานซืน ผมตั้งใจว่าวันนี้จะส่งไปให้ฝ่ายขายจะได้ปิดบัญชีให้จบ ๆ ไปเลย ก็มาล่องหนไปซะก่อน”

เราสามคนเดินตรวจสถานที่เก็บผงซักฟอกสำเร็จรูป ประตูทุกบานไม่มีรอยงัดแงะ ไม่พบร่องรอยของการขโมย จนมาถึงห้องน้ำชาย พบเก้าอี้ตัวนึง น๊อตขึ้นสนิมที่ใช้ยึดกระเบื้องมุงหลังคาหลายตัวอยู่ที่พื้นห้องสุขา ผมมองขึ้นไปบนหลังคาก็เริ่มใช้ Verb to เดาได้ว่า ขโมยทำอย่างไร??
“ต้องรีบแจ้งให้ท่านผู้จัดการทราบ” เฮียพึมพำด้วยความกังวล
ท่านผู้จัดการ สั่งให้ผู้จัดการฝ่ายบุคคลกับเฮีย ไปแจ้งความที่โรงพัก

ตอนบ่ายในวันนั้น ตำรวจสองนายมาตรวจที่เกิดเหตุแล้วสรุปว่า ขโมยน่าจะมากันอย่างน้อยสามคน จอดเรือข้างห้องน้ำ ปีนขึ้นบนหลังคาห้องน้ำซึ่งยื่นออกไปพ้นตัวอาคารโกดัง เปิดหลังคา เข้ามาในโกดัง ยืนบนเก้าอี้ส่งหีบผงซักฟอกขึ้นบนหลังคาห้องน้ำ อีกคนหนึ่งอยู่บนหลังคารับแล้วส่งหีบผงซักฟอกให้อีกคนไปวางเรียงบนเรือ ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ถ่ายรูป ทำบันทึก แล้วก็จากไป

“ตึก วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ จัดให้ลูกน้องมาช่วยกันตรวจของจริงเทียบกับบัญชีให้หมดทุกรายการ” เฮียบัญชาการ แล้วรำพึงรำพันต่อไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างสูง “หายเพิ่มอีกหลายรายการแน่” วันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดของบริษัท วัตถุดิบในคลังสินค้าไม่มีการรับเข้าและจ่ายออก เฮียซำเซ็ง พี่ตึก ผม และลูกน้องที่เกี่ยวข้องกับการตรวจนับ มาทำงานกันเช้าจรดค่ำ วัตถุดิบบางชนิดจัดวางไว้ในสถานที่ต่างๆ กันถึงสามแห่ง แต่มี Stock card ใบเดียว เฮียซำเซ็งเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทราบว่ารายการใดอยู่ตรงไหน เฮียควบคุมการตรวจสอบไปทีละรายการด้วยสีหน้าที่แสดงความหนักใจตลอดเวลา มีรายการที่ต้องตรวจสอบถึงร้อยยี่สิบหกรายการ ผมเห็นแล้วก็เกิดความท้อแท้ห่อเหี่ยว

เมื่อตรวจครบทุกรายการแล้ว พบว่าส่วนใหญ่มีของจริงน้อยกว่ายอดคงเหลือใน Stock card ยกเว้นน้ำหอมมียอดคงเหลือติดลบ แสดงว่าตัวเลขยอดคงเหลือเป็นศูนย์แล้วแต่ของจริงยังมีอยู่ในโกดังเลยให้ฝ่ายผลิตเบิกไปใช้ได้อีก เบิกไปเท่าไรก็ติดลบแค่นั้น ซึ่งผมรู้สึกประหลาดใจมากออกอาการก๊งๆ “เฮียครับ ทำไมน้ำหอมจึงเจริญเติบโตได้เอง” ผมหาทางออกให้ความสงสัย เฮียเปิดทางออกให้ความฉงนด้วยการเดินนำ ผมเดินตาม โป๊ะเชะ เพราะอย่างนี้นี่เอง เฮียชี้ให้ผมดูถังน้ำหอมคว่ำเอียงเปิดฝาทางออกอยู่บนขาตั้ง เห็นน้ำหอมหยดลงบนถังเตี้ย ๆ ที่รองรับอยู่ข้างล่าง เมื่อน้ำหอมในถังเตี้ยมากพอจะนำไปกรอกใส่ในถังน้ำหอมขนาดสองร้อยลิตร เลยกลายเป็นน้ำหอมจริงที่งอกงามขึ้นมากกว่ายอดคงเหลือใน Stock card

น้ำหอมที่สั่งซื้อจากฝรั่งเศสมาถึงแต่ละครั้งมีจำนวนมากมาย จนเก็บในอาคารโกดังไม่หมด ต้องจำใจวางเรียงไว้หน้าโกดังใต้ชายคาที่ยื่นออกมาจากตัวโกดัง เมื่อเวลาฝนตก น้ำฝนก็นองอยู่บนฝาถังน้ำหอม เวลาแดดออก ก็ช่วยให้น้ำหอมในถังร้อนจนน่าจะเป็นหวัดแดด ผมจึงเริ่มคิดว่า ควรนำแนวคิดของ Pareto มาปรับปรุงการจัดวางทุกอย่างในโกดังให้ดีกว่าสภาพในปัจจุบัน ท่าน Vilfredo Pareto สังเกตเห็นว่า ในความเป็นไปของสิ่งต่างๆ จำนวนมากมากมาย ประมาณ 80% ของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเกิดมาจากสาเหตุ 20% ของสาเหตุทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ในทางธุรกิจ พบว่า ประมาณ 80% ของยอดขายทั้งหมด ได้มาจาก 20% ของลูกค้าทั้งหมด หรือในด้านการถือครองที่ดิน ประชากร 20% ของประชาชนในประเทศ Italy เป็นเจ้าของที่ดินประมาณ 80% ของที่ดินในประเทศ Italy สรุปเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ได้ดีว่า “สิ่งที่ดีเลิศประเสริฐศรีนั้นมีน้อย กระจอกงอกง่อยมีมากมาย” เปรียบเหมือนปริมาณเพชรนิลจินดาที่หาได้ยากเย็นเข็ญใจกับปริมาณกรวดหินดินทรายที่มีอยู่เกลื่อนกลาด อาศัยแนวความคิดนี้ เราจะสามารถแบ่งวัตถุดิบต่าง ๆ ออกเป็นกลุ่มๆ ตามมูลค่าของเงินที่ใช้ไปกับวัตถุดิบนั้นๆ แล้วกำหนดนโยบายในการจัดการสินค้าคงคลังได้ โดยดูแลวัตถุดิบที่สำคัญอย่างกวดขันและลดความเข้มงวดลงตามลำดับความสำคัญของวัตถุดิบที่ลดลง

ผมจึงชวนให้เฮียคิดว่า “เฮียครับ ตอนนี้เรามีที่ว่างเพิ่มมาสองร้อยตารางเมตร เราน่าจะจัดวางสิ่งต่าง ๆ ในโกดังของเราให้ดีขึ้นกว่านี้ได้นะครับ”
“คุณวิชมีวิธีดีๆ มั่งมั้ย?”
“คิดว่ามีครับ แต่ผมต้องการข้อมูลสำคัญสองตัว คือปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ไปในหนึ่งปีซึ่งพอจะคำนวณได้จากยอดเบิกออกไปใน Stock card และราคาของวัตถุดิบแต่ละชนิดซึ่งฝ่ายเราไม่มีข้อมูล ต้องขอจากฝ่ายอื่น”
เฮียส่งฝ่ายมาให้เลือก “ฝ่ายการค้า หรือฝ่ายบัญชีน่าจะมี”
“ฝ่ายบัญชีน่าจะมีข้อมูลที่เหมาะสมกว่าครับ” ผมเลือก

เฮียซำเซ็งติดต่อฝ่ายบัญชี แล้วผมกับเฮียไปประชุมกับหัวหน้าแผนกบัญชี โดยผม และเฮีย พบหัวหน้าแผนกบัญชีที่ Office ของบริษัท หัวหน้าแผนกบัญชีชื่อเก๋ไก๋ อย่าเข้าใจผิดนะครับ เธอไม่ได้ชื่อว่าเก๋ไก๋ แต่ชื่อมีเจ สาวร่างสูงโปร่ง ผิวละเอียดขาว หน้าสวย มีใฝรับน้ำตา หลังจากสบตากับเธอผมเกิดความรู้สึกว่า สาวสวยคนนี้แววตาซึ้งเศร้า ทำให้เกิดเสียงเพลง Pretty Blue Eyes8 ท่อนสองที่ร้องว่า All the guys in the neighbourhood. Keep saying that you sure look good. With your blue eyes ขึ้นมาในสมอง เมื่อเฮียแนะนำให้รู้จักกัน ทำให้ผมทราบว่ามีเจทำงานที่นี่ก่อนผมแค่ปีเดียวเท่านั้นเอง

“ชั้นเคยเห็นคุณที่ไหนนึกไม่ออก” มีเจพึมพำกับตัวเองแต่ดังพอให้ผมได้ยินด้วย แล้วเราก็พูดเกือบพร้อมกัน ให้สามคนได้ยิน “เมนู Twelve” แล้วเธอก็ยิ้มแก้มยุ้ยตุ๊กตุ๋ย ส่วนผมยิ้มพอให้เท่ห์ เมนู Twelve นั้น เป็น Pub อยู่แถวพัฒน์พงศ์ถนนสีลม ที่มีชื่ออย่างนี้ เพราะที่นี่มีอาหารสิบสองชนิด เบียร์สิบสองยี่ฮ้อ เหล้าสิบสอง Brands มี.....เอ่อ ผมจะเล่าให้คุณฟังทีหลัง มีทั้งเพลงเพราะเรื่องบู๊ และเศร้าน้ำตาเล็ดนะครับ

มีเจพาเราไปนั่งที่มุมหนึ่งใน Office ผมหยิบแผ่นกระดาษที่ลอกมาจากตำรา9 ขึ้นมาวางบนโต๊ะ “ผมต้องการหาราคาต่อหน่วยของวัตถุดิบแต่ละชนิด” ผมชี้ไปที่ Column ที่สอง และปริมาณที่ใช้ไปในหนึ่งปี ผมชี้ไปที่ Column ที่สาม แล้วเอาสอง Columns นี้ ผมชี้ไปที่ Columns ที่สองและสาม คูณกันได้ Column ที่สี่ เป็นจำนวนเงินที่ใช้ไปกับวัตถุดิบแต่ละชนิด แล้วจัดเรียง Column ที่สี่ใหม่เป็น Column ที่ห้า ผมชี้ไปที่ตารางถัดไป

“เราจะได้การเรียงลำดับที่ทำให้เราเห็นว่า บริษัทเราใช้เงินไปกับวัตถุดิบชนิดใดมากที่สุด เรียงลำดับต่อ ๆ กันไปถึงวัตถุดิบที่ใช้เงินน้อยที่สุด” ผมหยุดมองหน้าทั้งสองคน เพื่อตรวจสอบว่า ตัวเองพูดแล้ว คนฟังเขาทำท่า get ไหม? มีเจแย่งอธิบาย “แล้วคุณเก๊าะ แบ่งวัตถุดิบทั้งหมดออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่ม A กลุ่ม B และกลุ่ม C ใช่มั้ยค้า?” สมัยนั้นใครๆก็เลียนแบบตลกคนดัง พูลสวัสดิ์ ธีมากร ผมเลยเอามั่ง “โอ้โหเหะ”

 

store5.jpg

 

จัดเรียงลำดับตามมูลค่าต่อปี คำนวณเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าแต่ละรายการเทียบกับมูลค่ารวม คำนวณเปอร์เซ็นต์ของรายการแต่ละรายการเทียบกับรายการทั้งหมด และคำนวณเปอร์เซ็นต์สะสมของรายการดังต่อไปนี้:

 

 

store6.jpg

 

 

 

รายการที่ 4, 5 มี % มูลค่ารวมกัน (3.8+ 33.2) = 72% ของมูลค่ารวม มีค่าสะสมของรายการ = 10+ 10 = 20% ของรายการทั้งหมด 10 รายการ จัดเป็นกลุ่ม A

รายการที่ 1, 2, 3 มี % มูลค่ารวมกัน (11.3+ 6.4+ 5.4) = 23.1% ของมูลค่ารวม มีค่าสะสมของรายการ = 10+ 10+ 10 = 30% ของรายการทั้งหมด 10 รายการ จัดให้เป็นกลุ่ม B

รายการที่เหลือ 6, 7, 8, 9, 10 มีมูลค่ารวมกัน (3.7+ 0.5+ 0.4+ 0.2+ 0.1) = 4.9% ของมูลค่ารวม มีค่าสะสมของรายการ = (10+ 10+ 10+ 10+ 10) = 50% ของรายการทั้งหมด จัดเป็นกลุ่ม C

 

 

store7.jpg

 

 

“ขัอมูลเกี่ยวกับจำนวนที่ใช้ไป คุณคำนวณเองก็ได้นี่ค้า ดูจาก Stock card ของแต่ละเดือนในปีก่อน แล้วบวกกันให้ครบสิบสองเดือน” มีเจมอบหมายงานให้ผม
“แล้วในด้านของราคาบริษัทเราใช้วิธีไหนครับ?” ผมขอความรู้
“ใช้ ไฟโฟ” ผมนึกถึงพยัญชนะ และสระภาษาอังกฤษ FIFO ซึ่งย่อมาจาก First In First Out มีเจทำท่าเอียงคอนิดๆ อธิบายต่อไป “ทางบัญชีมียอดเงินที่ใช้ไปกับวัตถุดิบแต่ละตัวเป็นรายเดือน แต่ไม่ได้สรุปไว้เป็นรายปี ถ้าคุณเอาปริมาณที่ใช้ไปตลอดปีมาหารก็จะได้ราคาเฉลี่ยตลอดปีของวัตถุดิบแต่ละชนิด ใช่มั้ย?”
“ครับผม”
“การแบ่งเป็นพวก A พวก B พวก C ใช้กฎเกณฑ์อะไร?” เฮียถามด้วยความสนใจ
ผมตอบ “ใช้เกณฑ์คร่าวๆว่า:
กลุ่ม A เป็นกลุ่มสำคัญที่สุด มีรายการวัตถุดิบเพียงสิบห้าถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของรายการทั้งหมด แต่มีการใช้ไปต่อปีเจ็ดสิบถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทั้งหมด
กลุ่ม B มีรายการวัตถุดิบประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนรายการทั้งหมด แต่มีมูลค่าเพียงสิบห้าเปอร์เซ็นต์
กลุ่ม C มีรายการวัตถุดิบทั้งกลุ่มตั้งห้าสิบถึงห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ แต่มีมูลค่าเพียงจิ๊บจ๊อยห้าเปอร์เซ็นต์
นี่ถือเป็นเกณฑ์คร่าวๆ อาจปรับเปลี่ยนเปอร์เซ็นต์ตามความเหมาะสมได้เล็กน้อยครับ”
“ถ้างั้น คุณวิชไปรวบรวมจำนวนที่ถูกเบิกออกไปจากคลังสินค้าทั้งร้อยยี่สิบหกชนิด เฉพาะเดือนมกราปีที่แล้ว เสร็จแล้วก็มาเปรียบเทียบกับทางบัญชี” คำสั่งตก ผมเลยเก็บขึ้นมา
“ใช่ ความจริง ทางบัญชีก็มีตัวเลขปริมาณที่ใช้ไปของวัตถุดิบอยู่แล้ว แต่ลองเปรียบเทียบกับตัวเลขของทางคลังสินค้าซักครั้ง ก็ดีเหมือนกันเนอะ” มีเจเออออ

จากวันนั้น ผมเทียวไล้เทียวขื่อระหว่างคลังสินค้ากับ Office ของบริษัทเป็นประจำ ตัวเลขที่ใช้ไปของทางโกดังกับทางฝ่ายบัญชีเกือบทั้งหมดตรงกัน มีบางตัวไม่ตรงกัน เมื่อตรวจสอบแล้วก็แก้ไขกันไปตามระบบ ในสมัยปี 2517 พ่อแม่ของ Excel ยังไม่แต่งงานกัน Program Excel เลยยังไม่มีตัวตน งานที่ผมทำร่วมกับมีเจเลยใช้เวลานาน เท่าที่ผมจำได้นานกว่าหกเดือน คุณไม่ควรเชื่อถือความจำของผมมากนัก เพราะความสามารถในการจำของผมขนาดตอนยังไม่แก่ก็โหลยโท่ยโรยราแล้ว ผมเลยรีบเล่าให้คุณฟังในขณะที่ความหนุ่มกำลังสุกงอมและความแก่เริ่มแย้มยังไม่บาน เพราะถ้ารอจนถึงยุคสมัยแห่งการตะบันน้ำเพื่อรับประทานคงพากย์ให้ท่านฟังไม่ได้เป็นแน่แท้ เมื่อได้ข้อมูลเรื่องปริมาณที่ใช้ไป และราคาของวัตถุดิบทุกชนิดแล้ว ผมคำนวณแล้วแยกเป็นกลุ่มได้

กลุ่ม A มียี่สิบรายการ มูลค่าเป็นแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทั้งหมด รายการที่โซ้ยเงินของบริษัทไปมากที่สุดคือน้ำหอม
กลุ่ม B มีสามสิบแปดรายการ มูลค่าเป็นสิบแปดเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทั้งหมด
กลุ่ม C มีหกสิบแปดรายการ มูลค่าเป็นสองเปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ถึงตอนนี้ ผมได้เห็นภาพรวมของคุณค่าในวัตถุดิบ ทั้งหมดร้อยยี่สิบหกรายการของบริษัทแล้ว รายการไหนสำคัญกว่ารายการไหน โดยมองในแง่ของเงินที่ใช้ไป พูดถึงเรื่องเงิน ผมมีแนวความคิดจะบอกว่า เมื่อหนุ่มๆ ผมเคยคิดว่าเงินสำคัญ ตอนนี้ ผมเริ่มจะแก่แล้ว (แต่ยังไม่แก่) เลยคิดว่าเงินน่ะ สำคัญ แฮะๆ ผมได้เริ่มวางแผนการจัดวางสิ่งต่างๆ ในโกดัง

“พี่มีเจครับ ผมอยากได้พิมพ์เขียวของโกดัง ไม่ทราบว่าจะขอได้จากใครครับ?”
“ที่คุณดอน คุณทราบหรือยัง? ดอนเขาทำงานอยู่ที่นี่ด้วย เป็นหัวหน้าแผนกออกแบบผลิตภัณฑ์นะย้า” มีเจชี้แจงด้วยท่าทางปลื้มสุดๆ
“พี่พูดยังกะว่าผมรู้จักเขางั้นแหละ”
“ดอนที่เล่น Guitar ในวงที่ชั้นร้องเพลงอยู่ไง คุณเจอเขาบ่อยๆ ที่เมนู Twelve”
“อ๋อ” ผมอ้าปาก “ก็ได้แต่เดินสวนกัน ไม่เคยพูดคุยกันซักที”

มีเจพาผมไปพบดอน ซึ่งมีห้องทำงานอยู่ในโรงงาน พอเดินเข้าห้องไป สิ่งแรกที่ผมเห็นคือ Guitar Classic ตัวนึงแขวนอยู่บนฝาผนัง ในห้องมีสามคนทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงาน ดอนนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนแบบ กำลังก้มหน้าก้มตาเขียน มีเจแนะนำให้ผมกับดอนรู้จักกัน เพิ่มจากการที่เคยมองหน้ากันแล้วเดินผ่านเลย เขาจำได้ทันทีว่า เราเคยพบกันที่ Menu Twelve ดอนเป็นคนหล่อกระชากใจสาว เป็นหนุ่มร่างสูง ผิวสีน้ำตาลอ่อน ผมหยักศกสะบัดปลายสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาทั้งคู่ใหญ่ และอบอุ่น ฟันสวยจนน่าจับไปแสดงในโฆษณายาสีฟัน

ดอนให้ลูกน้องค้นหาพิมพ์เขียวของโกดังครบทั้งชุด มาส่งให้ผมในวันรุ่งขึ้น ผมปรึกษากับเฮีย และพี่ตึก ในการวางแผนจัดวางสิ่งต่างๆ ในโกดัง แบ่งวัตถุดิบทั้งหมดออกเป็นสามประเภทคือ ประเภทที่หนึ่งเป็นของเหลวที่บรรจุมาในถังหรือปี๊บ ประเภทที่สองเป็นสารเคมีบรรจุในถุงอย่างถุงปูนซีเมนต์ และประเภทที่สามภาชนะหีบห่อที่เป็น หีบ กล่อง ถุง ขวด หลอด ฝาจุก Stickers เก้าลอเก้า

เมื่อแบ่งประเภทเสร็จ ผมก็คำนวณจัดเรียงวัตถุดิบในแต่ละประเภทตามมูลค่าออกเป็นกลุ่ม A, B, C อีกครั้ง แล้วคำนวณว่าวัตถุดิบแต่ละชนิดต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บมากที่สุดเท่าไรในปีที่ผ่านมา ใช้กระดาษแข็งทำแผ่น Templates ตามขนาดของพื้นที่ที่ใช้วางวัตถุดิบแต่ละชนิดครบทั้งร้อยยี่สิบหกชนิด

ผมพี่ตึก และเฮีย ช่วยกันจัดวาง Templates ลงบนแผนผังพิมพ์เขียวของโกดงที่ได้มาจากแผนกของดอน โดยน้ำหอมเก็บไว้ในห้องที่อยู่ใต้ Office ของเฮียซึ่งเป็นห้องที่อยู่บนชั้นที่สอง และต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้น้ำหอมอยู่เย็นสบายเหมือนเศรษฐี เนื่องจากทางฝ่ายวิจัยพบว่า น้ำหอมที่วางไว้นอกอาคารเมื่อถูกแสงอาทิตย์เป็นเวลานานจะมีสีเข้มขึ้น บางครั้งเป็นสีน้ำตาลชรา เมื่อฉีดลงไปบนผงซักฟอกสีขาวสดใสจะทำให้สีหมองหม่นไป จึงกำหนดว่าจะต้องเก็บที่อุณหภูมิไม่สูงกว่ายี่สิบหกองศาเซลเซียส และควรจะใส่กุญแจเพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานเข้าไปนอนฝันหวาน

วัดถุดิบกลุ่ม A ที่มีมูลค่าสูงมักจะมีอัตราการเข้าออกจากโกดังสูงตามไปด้วย จึงจัดวางไว้ใกล้ทางเข้าออก วัตถุดิบที่นานๆ จึงจะใช้สักครั้งจัดวางไว้ข้างในสุด ประเภทภาชนะหีบห่อ และของแถม มักเบิกพร้อมกันเป็นชุด จัดวางไว้ใกล้กัน ของแถมที่ถูกขโมยบ่อย เช่น ช้อนส้อม ถ้วยชาม มีด แจกัน ฯลฯ เก็บไว้ในที่มีกุญแจล็อค และสร้างชั้นวางของเพิ่มขึ้นตามความจำเป็น ที่เป็น Dead stock10 เอาไปรวมไว้ที่นึงเพื่อจัดการตามความเหมาะสมต่อไป

เมื่อสรุปด้วย Templates ได้แล้ว ผมเขียนลงในกระดาษไข เพื่อจะทำพิมพ์เขียวได้หลายฉบับในภายหลัง ผมคาดว่าจะต้องใช้เป็นเครื่องมือในการประชุมกับผู้ที่เกี่ยวข้องอีกหลายแผนก และใช้ในการจัดวางสิ่งต่างๆ ตามแผนผังนี้ในภายหลัง พี่ตึกให้พนักงานจัดวางสิ่งต่างๆ ตามแผนผังที่เขียนไว้ โดยไม่รีบร้อน ทยอยจัดวางไปเมื่อมีวัตถุดิบเข้ามา แต่บางวันต้องทำล่วงเวลา เพราะจำเป็นต้องขนวัตถุดิบตัวหนึ่งไปไว้ที่ใหม่เพื่อให้อีกตัวหนึ่งได้วางตามแผนผังที่ทำไว้

ผมปรึกษากับเฮียว่ามีหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายเราและฝ่ายอื่น “เฮียครับ ตอนนี้เรามีข้อมูลเรื่องกลุ่ม A, B, C และพื้นที่ซึ่งเก็บวัตถุดิบได้มากที่สุดเท่าไร ที่น่าจะแจ้งให้ฝ่ายการค้าซึ่งทำหน้าที่จัดซื้อ และฝ่ายบัญชีซึ่งทำงานร่วมกับเราได้ทราบด้วยครับ” เฮียเห็นด้วย “ใช่ เวลาฝ่ายจัดซื้อต้องการซื้อเป็นกรณีพิเศษเช่น ซื้อเป็นล็อทใหญ่กว่าที่เคยซื้อเพราะได้ส่วนลด จะเตรียมหาพื้นที่เก็บเพิ่มเติมกันยังไง?” เฮียหยุด แล้วว่าต่อ “เรื่องการตรวจนับ ควรจะทำที่ฝ่ายผลิตด้วย ไม่ใช่ที่ฝ่ายเราฝ่ายเดียว”

“ครับ กลุ่ม A ควรมีการตรวจบ่อยกว่ากลุ่มอื่น และคนที่ควบคุมการตรวจนับควรเป็นคนมีอำนาจสั่งการและควบคุมให้หาสาเหตุของการที่ของจริงไม่ตรงกับบัญชี แล้วทำการปรับบัญชีเมื่อแตกต่างกันเกิน 0.2 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนตามบัญชี กลุ่ม B ตั้งแต่หนึ่งเปอร์เซ็นต์เป็นต้นไป และกลุ่ม C ตั้งแต่ห้าเปอร์เซ็นต์” ผมได้ทีใส่ทฤษฎีเป็นชุด เฮียบัญชาการตบท้ายให้ผมเตรียมเอกสารเพื่อใช้ในการไปพบท่านกรรมการผู้จัดการ

ผมทบทวนดูว่าได้ทำอะไรไปบ้าง เริ่มต้นด้วยการแบ่งวัตถุดิบทั้งหมดออกเป็นสามประเภท ที่เป็นผง เป็นของเหลว และบรรจุภัณฑ์ แล้วแบ่งแต่ละประเภทเป็นกลุ่ม A, B, and C ตามมูลค่าที่ใช้ไปในหนึ่งปี ทำแผนผังให้เห็นว่าวัตถุดิบชนิดใดควรจะอยู่ตรงไหน?? จัดวางวัตถุดิบทุกชนิดตามแผนผังที่วางแผนไว้ แล้วแบ่งกลุ่ม A, B, C ของวัตถุดิบทั้งหมดโดยไม่แยกประเภท ตามมูลค่าที่ใช้ไปในหนึ่งปี ก่อนจะประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการโดยรวม มีผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบและปรับปรุงของจริงเทียบกับบัญชี ด้วยความถี่ที่เหมาะสม จัดการกับ Dead stock เป็นระยะๆ

 

9. โจทก์ของยักษ์โจทย์ของเฮีย:อย่ามองว่าใครเขาต่ำต้อย จนกว่าจะถึงตอนที่คุณก้มลงประคองเขาขึ้นมา” The Rev. Jesse Jackson

หลังจากวันที่พิสูจน์ฝีมือมวยกันในวันนั้นแล้ว ยักษ์ไม่มาทำงานสองวัน ถัดไปอีกวันมาส่งใบลาป่วยกับพี่ตึก แล้วเข้าทำงานตามปกติ ผมสังเกตการเดินของยักษ์อยู่ห่าง ๆ ไม่เห็นอาการกะเผลก

“เฮียครับ ยักษ์มาทำงานแล้ว ส่งใบลาถูกต้องตามกฎบริษัท” พี่ตึกรายงาน
“เค้าทำงานตำแหน่งเดิมได้มั้ย” ได้ครับ
“เค้ามีท่าทียังไงกับพี่ครับ?” ผมถามด้วยความเป็นห่วงเรื่องที่จะตามมา
“เราว่า เค้าคงหาโอกาสขอแก้มือ” เฮียตอบแทนพี่ตึก “แต่คงมีเวลา เพราะเชื่อว่าเค้าคงต้องเข้าค่ายมวยซ้อมจนมั่นใจ จึงมาขอแก้มือ”
หลายวันผ่านไปโดยไม่มีการพัก “ตึกอยู่ไหน?” เฮียถามผม
“เพิ่งเดินออกไป บอกไว้ว่าจะไปที่ฝ่ายผลิต แล้วจะไปที่โกดังฝ่ายขายครับ”
“งั้นคุณไปกับเรา ฝ่ายบุคคลโทรฯมาบอกให้เราไปประชุมที่ Office ยักษ์มันทำแสบอีกแล้ว”
“เมื่อเช้านี้ เวลาเจ็ดโมงสี่สิบห้า ยักษ์ต่อยหน้าคนขับรถสองแถวครับ” ยามประจำป้อมหน้าบริษัทรายงาน
“คนที่เห็นเหตุการณ์เป็นพนักงานหญิง ทำงานในบริษัทเราอยู่ฝ่ายผลิต เธอมาเล่าให้ชั้นฟัง ตอนนี้ เธอเข้าไปทำงานในโรงงานแล้วค่ะ” หัวหน้าแผนกบุคคลย้อนไปแจงขณะเกิดเรื่อง ทำให้เราทราบว่า พนักงานหญิงกับยักษ์โดยสารรถสองแถวคันเดียวกันมาทำงาน ก่อนถึงหน้าบริษัทเธอกดออดเพื่อให้รถหยุดหน้าบริษัท แต่รถไม่จอดหน้าบริษัทเราแต่ไปจอดหน้าบริษัทที่อยู่ติดกับเราห่างไปประมาณซักสี่สิบห้าสิบเมตร เธอลงจากรถไปจ่ายเงินให้คนขับทางด้านซ้ายของคนขับ พอคนขับหันกลับก็โดนยักษ์ใช้กำปั้นกระแทกเข้าที่หน้า
ในระยะเวลาอันสั้น มีการสื่อสารเกิดขึ้นด้วยประโยดสั้นจุนจู๋ของยักษ์ฝ่ายเดียว “กูจะลงมึงไม่รู้เหรอ?” หัวหน้าแผนกบุคคลถ่ายทอดการเสนอข่าวของพนักงานหญิงซึ่งทำหน้าที่ผู้สื่อข่าว ณ จุดเกิดเหตุ
เฮียถามเพื่อประเมินความรุนแรงของเหตุการณ์ “คนขับรถสองแถวโต้ตอบยังไงบ้าง?”
“รถคันนั้นจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าพนักงานหญิงคนนั้นไม่มาเล่าให้ผมฟัง ผมก็จะไม่รู้ว่าได้เกิดอะไรขึ้น” ยามชี้แจงสิ่งที่ตนเองพบเห็นเมื่อเช้านี้
หัวหน้าแผนกบุคคล......“เรื่องอาจจะจบเท่าที่ว่ามานี้ก็ได้ อาจเป็นเพียงคนรู้จักกันล้อกันเล่น”
ระหว่างที่ผมกับเฮียเดินกลับ Office ของฝ่ายคลังสินค้า “คุณไปตามยักษ์มาพบเราที่ Office” เฮียออกคำสั่งเสียงอ่อน ผมปฏิบัติตาม
ยักษ์มายืนค้ำหัวอยู่หน้าโต๊ะเฮีย “นั่งซี่” เฮียเชิญ คงกลัวว่ายักษ์จะเมื่อย แต่ยักษ์เฉย
“เมื่อเช้ามีเรื่องอะไรกับคนขับสองแถวหรือ?” เฮียอยากทราบจากปากผู้ที่ลงมือเอง ขณะยักษ์มองเฮียด้วยสายตาไม่ยี่หระ “เรื่องนอกโรงงาน โรงงานไม่เกี่ยว” แล้วก็หันกลับ โชว์ร่างกายด้านหลังให้เราดู เดินกางข้อลง Office ไป
“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยซักคำ ก็ฉุนซะแล้ว” ผมพูดกับเฮียเพียงเพื่อให้เราสองคนไม่ถูกความเงียบรังแก
เฮียให้ข้อคิดจากชีวิตการทำงานอีกบทหนึ่ง “คนที่เป็นนายคน ต้องพร้อมที่จะเข้าใจลูกน้องที่ไม่เข้าใจนาย” ผมรู้สึกว่า เหตุการณ์นี้ เฮียเสียน้ำใจ แต่ยักษ์อาจจะต้องเสียใจ

บ่ายวันนี้ อากาศร้อนอบอ้าว ลมนิ่งเหมือนคร้านที่จะเคลื่อนไหว ผมยืนมองเปลวแดดระยับสะท้อนขึ้นจากพื้นปูนซิเมนต์หน้าโกดัง แล้วจู่ๆ ลมก็พัดแรง ฝนนักเลงโตเม็ดเป้งตกลงมาซู่ใหญ่ราวกับว่าจะไล่ช้างให้กระเจิงได้ทั้งฝูง แต่ไม่นานฝนก็หยุดตก ฝนแม้เป็นเพียงฝนไล่ช้างก็ทำให้อากาศเย็นสบายใจขึ้นบ้างแม้จะยังหมองพร่าอยู่ก็ตาม อย่างน้อยก็ช่วยผ่อนความรู้สึกเงียบงำ

พอเสียงออดเลิกงานดังขึ้น ผมรีบออกไปหาอะไรลองท้องที่ร้านอาหารหน้าโรงงาน วันนี้ผมมีนัดซ้อมดนตรีตอนหกโมงเย็น ระหว่างที่นั่งรออาหารที่สั่งไว้ ผมนั่งมองพนักงานที่ทยอยเดินออกจากโรงงาน ส่วนมากจะเดินมากับเพื่อนเพื่อขึ้นรถสองแถวที่ว่าจ้างไว้ประจำ บางคนเดินไปขึ้นรถประจำทางที่ปากซอยโรงงานซึ่งอยู่ไม่ไกล ยักษ์เดินมาคนเดียว ร่างสูงของเขาทำให้เขาโดดเด่นเห็นได้แต่ไกล พอพ้นประตูโรงงาน คนกลุ่มหนึ่งเข้าล้อมหน้าล้อมหลังยักษ์ ร่วมมือกันแจกหมัดเท้าเข่าศอกชุลมุนแต่มีการประสานกันอย่างลงตัวมีจังหวะจะโคน ยักษ์สู้อย่างไม่แสดงอาการตกใจ การปิดป้อง และโต้ตอบกลับเป็นไปอย่างคล่องแคล่ว เขาพยายามทำให้คนที่รุมกินโต๊ะอยู่ข้างหน้าตนเองทุกคน ยักษ์สู้ไปถอยไปเพื่อให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในเขตรั้วของโรงงาน นักกินโต๊ะไม่ตามเข้าเขตโรงงาน ยามรีบปิดประตูโรงงาน พวกเขาจึงเดินไปขึ้นรถสองแถวขับออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมทานข้าวผัดยังไม่ทันหมดจาน รถสองแถวคันเดิมกลับมาอีก มีคนนั่งมาด้วยสองคน พวกเขาเข้ามานั่งในร้านอาหารหันหน้ามองประตูโรงงานที่ปิดอยู่ ประกายกร้าวในดวงตาของคนขับสองแถวเหมือนแสงสะท้อนออกมาจากคมดาบ ผมรีบจัดการข้าวตรงหน้า แล้วเดินตรงไปยัง Office เฮีย พี่ตึกกับยักษ์กำลังนั่งอยู่ข้างหน้าเฮีย

“ต่อจากนี้ ยักษ์จะทำไง?” เฮียซักถาม
“ผมให้เพื่อนไปเอาปืนมา เดี๋ยวจะออกไปดวลกับมัน”
ผมพูดแทรกขึ้นว่า “คงไม่ได้ดวลกันตัวต่อตัวเพราะพวกเขามากันสามคน คนขับรถไปรับคนที่ไม่ใช่กลุ่มเดิมมาสองคนอาจมีปืนมากกว่าหนึ่งกระบอก”
เฮียพูดเนิบๆ ว่า “ฤดูกาลไม่ใช่มีแต่หน้าร้อนอย่างเดียว มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเป็นฝนและหนาว คนเราไม่ใช่ดาราหนังที่แสดงบทบู๊ก็ต้องบู๊สะบี้นอย่างเดียวไม่เล่นบทอื่นเลย เราต้องดูสถานการณ์แล้วปรับเปลี่ยนพลิกแพลงได้” เฮียคิดสะระตะแล้วพูดต่อช้าๆ

“ในเรื่องการต่อสู้ ยักษ์เป็นคนมีฝีมือดีมาก ในฐานะที่เราอายุมากกว่าและเป็นหัวหน้างานของคุณ อยากพูดจากประสบการณ์ว่า การใช้ชีวิตทุกขณะไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือชีวิตส่วนตัว ความอดทนอดกลั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่ที่เป็นรากฐานของการกระทำคือ ต้องแก้ไขในสิ่งผิด เมื่อรู้ว่ากำลังหลงทาง ก็ต้องถามคนที่รู้ แล้วมุ่งหน้าใหม่อีกครั้งไปในทิศทางที่ถูก แม้จะต้องเดินย้อนกลับทางเดิมเสียก่อนก็ตาม ก่อนจะแก้ไขในสิ่งผิดได้ ต้องรู้จักพิจารณาตัวเองให้เห็นว่าเราทำผิดตรงไหน แล้วแก้ไขข้อผิดพลาด เสียดายที่คุณใช้ฝีมือด้วยความหุนหัน ศัตรูจึงเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนและความรุนแรง แต่ความหลงผิดของคนเรามันเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกโอกาส ใครที่หลงผิดน้อยที่สุด ชีวิตก็จะลำบากน้อยที่สุด” ยักษ์ และอีกสองคน ฟังอย่างตั้งใจ เฮียจึงสอนต่อ

“พระเจ้าตากฯยังต้องหนีออกจากกรุงศรีอยุธยาก่อนกรุงแตก แล้วไปรวบรวมกำลังกลับมากู้ชาติได้ เวลาหนีต้องเลือกไปทางที่เป็นจุดอ่อนของฝ่ายพม่า” เฮียผุดยิ้มเล็กน้อยในหน้าแล้วเสนอทางหนี
“เราไปทางน้ำกันไหม?”
ยักษ์มองเฮียด้วยแววตาแสดงความขอบคุณ แล้วขอร้องเฮียว่า “ถ้าเราออกทางหลังโรงงาน โดยเฮียกรุณาขับเรือของบริษัท ไปส่งผมที่ท่าน้ำหลังวัด”
“แล้วยักษ์จะพาพวกนักมวยมาตะลุมบอนกับพวกมันได้” ผมเดา แต่ผิด
“ผมจะไปจากที่นี่ ไปตั้งต้นใหม่ที่อื่น ผมเบื่อการต่อสู้ทำร้ายกันแล้ว” ยักษ์สรุป

คนเรามันต้องมีจุดนึกอะไรๆ ขึ้นได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เมื่อมนุษย์เรา ได้คิด เพิ่มขึ้นแม้เพียงคนเดียว ย่อมส่งผลให้คนรอบข้างสบายไปด้วยหลายคน เราทั้งหมดเดินไปที่ท่าน้ำด้านหลังโรงงาน เฮียขับเรือยนต์ของบริษัท พายักษ์ และพี่ตึก มุ่งไปทางวัดซึ่งอยู่ไม่ไกลจากท่าน้ำของบริษัท ผมนั่งรอเพื่อนนักร้องและดอน เพื่อซ้อมตามที่นัดกันไว้

 

10. หนึ่งชายสองหญิง:ไม่ใช่ความรัก แต่ปราศจากความรักต่างหาก ที่ทำให้ตาบอด” GlenwayWestcott

คุณครับ อย่าเพิ่งเง็งงงเลยนะครับ ผมกำลังจะเล่าย้อนกลับจากปี 2517 ย้อนกลับไปสักปีนึง ตอนนั้นผมกำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย ทุกวันเสาร์ผมจะหิ้ว บางทีก็กอด Guitar แสนรักแสนหวงไปที่พัฒน์พงศ์ซึ่งเป็นซอยที่ เชื่อมระหว่างถนนสีลมกับสุรวงศ์มี Pub อยู่แห่งหนึ่งชื่อ Menu Twelve ซึ่งผมเคยพูดแพลมๆ ถึงอยู่หลายครั้งแล้ว Pub นี้อยู่ในย่านโคมแดงซึ่งเป็นที่เที่ยวเวลากลางคืนของคนต่างชาติ โดยเฉพาะพวกทหารอเมริกัน ที่มารบในสงครามเวียตนาม มี คลับ บาร์ ที่มีการเต้นอะโกโก้ การค้าประเวณี และสิ่งบันเทิงอื่นๆอีกหลายอย่าง Menu Twelve รับแขกได้เต็มที่สามสิบคน ส่วนมากเป็นทหารตัวเท่ายักษ์มานั่งดื่มเหล้า เบียร์ มี Hostesses สาวคอยให้บริการเครื่องดื่มและดูแลแขกมากกว่าสิบสาว ที่ว่าดูแลดูแลแค่ไหนไม่มีขีดจำกัดตายตัว แล้วแต่ตกลงกันเป็นกรณี ๆ ไป มีเวทีซึ่งมีดนตรี สลับกันเล่นหลายวง วันเสาร์ตั้งแต่สิบแปดนาฬิกาเริ่มด้วยวง Folk song “หนึ่งชายสองหญิง” ประกอบด้วยหนึ่งหนุ่มหล่อที่ความหล่อ และท่าทางของเขาเวลาเล่น Guitar เป็นจุดสนใจของทุกคน สาวๆ บางคนถึงกับสั่นสะท้านสยิวกิ้วเมื่อสบตาคมกริบของเขา เขาร้องประสานเสียงในบางช่วง ส่วนสองสาวในวงนี้ ผลัดกันเป็นนักร้องนำ และร้องประสาน วงนี้จะเล่นจนถึงเวลาสองทุ่มก็จะเดินลงจากเวทีสวนกับวงผมซึ่งเดินขึ้น เราไม่เคยทักทายกันเลย ทั้งๆที่เราพบกันทุกวันเสาร์ตลอดเวลาเกือบปี ผมจะมาถึงก่อนเวลาสองทุ่มซักสิบกว่านาที นั่งรอที่โต๊ะข้างๆเวที ดูวงของเขาแสดงไปบนเวทีพร้อมกับได้ยินสาว Hostesses คุยกัน วันนี้ก็อย่างเคย

“ผู้ชายอะไรวะ หล่อลากไส้ชิบหาไม่เจอ ชาตินี้ได้ซักประตู จะไม่ลืมพระคุณเลย มีเงินติดตัวอยู่เท่าไหร่แม่จะเทให้หมดตัวหมดตู....ด ไปเลย” Hostess ที่นั่งใกล้ๆ ผมคุยกับเพื่อนของเธอเหมือนคนติดยาที่กำลังเสี้ยน ลมหายใจของผมกระตุกกึกกัก ผมนึกว่าผู้ชายอะไรวะหมายถึงผม ดีใจแทบบ้า ยังดีที่สงวนท่าทีไว้อย่างดี ทำเฉย และหยิ่งอย่างไว้ตัว เพื่อนของเธอซึ่งนั่งติดกันให้ความเห็นว่า “ไม่มีโอกาสหรอกย่ะ สองหญิงนั่นกันท่าอย่างกะอะไรไม่ดี (ไม่ใช่อย่างกะอะไรดี) มาก็มาพร้อมกันกลับก็ดันไม่เคยแยกกันอีก เกาะกันเป็นพวงเหมือนพวง ซา... หวัน” เธอกระแทกเสียงพร้อมออกท่าเหมือนใครมาสาดน้ำร้อนใส่ฝันหัวค่ำของเธอ “แสดงว่าเธอก็คอยฮุบอยู่เหมือนกันเหรอย้า?” ผมเลิกหูตั้งฟังยัยบ้าสองคนนั้นคุยกันต่อไป เม้มปากเพื่อไม่ให้ความฉุนกึกออกมาทางนั้น

วงผมที่กำลังพูดถึงนี้ชื่อวง Pink เป็นวง Folk เหมือนกัน สมาชิกวงเป็นชายสองหญิงสอง สองชายเล่น Guitar คนละตัว เพราะถ้าสองคนช่วยกันเล่น Guitar ตัวเดียวกันมันยากลำบากกว่าแยกกันเล่นคนละตัว ทั้งสี่คนสลับกันร้องนำและประสานเสียง บางเพลงต้องช่วยกันแต่งเสียงประสานขึ้นมาเอง เราร้องเพลงของฝรั่งเท่านั้น เช่นเพลงของ Peter Paul and Mary, The brothers four, The Cascades, Bee Gees, Lobo, Simon and Garfunkel, Elvis Presley etc.

พอถึงสี่ทุ่ม เราก็มอบหน้าที่บนเวทีให้กับวงต่อไป ซึ่งเป็นวงที่เรียกกันว่าวง Shadows มีกลอง Bass, Chord, and Lead Guitar. เครื่องเสียงของเขาส่งเสียงหนักแน่นกระหึ่ม เขาจะสนุกสนานกันไปจนเกือบจะสว่างคาตา สมัยนั้น ไม่กำหนดเวลาเลิก แต่พวกเขาก็รู้ว่า ต้องเลิกตอนไหน ส่วนใหญ่ก็ตอนที่คนฟังฟุบหมด หรือไม่ก็ไม่มีคนฟังแล้ว เรามาเล่นร้องทุกคืนวันเสาร์อยู่ที่นี่เกือบครบปี ผมไม่ได้มีญาณวิเศษ ไม่มีปัญญาจับยามสามตา เลยไม่รู้ว่าคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่ได้เล่นที่นี่

ใกล้สี่ทุ่ม ขณะที่ผมยืนห้อย Guitar ไว้ที่หน้าท้อง คุยกับฝรั่งที่มาเที่ยวเป็นภาษาอังกฤษ แต่ผมแปลเป็นไทย เพื่อเล่าให้คุณฟังในตอนนี้ว่า ต่อไปเป็นเพลงสุดท้าย ขอขอบคุณทุกท่านที่มาอุดหนุนในค่ำคืนที่ยังอ่อนวัยนี้ เมื่อจบเพลงนี้แล้วท่านจะได้พบกับวงดนตรีวงต่อไปที่เล่นอย่างหนักแน่นถึงใจพระเดชพระคุณ ยังไม่ทันจะบอกว่าเพลงสุดท้ายที่จะเล่นชื่ออะไร คุณดำมืดสนิท สงสัยนามสกุล มิดหมี ซึ่งนั่งอยู่ติดเวทีประกาศิตมา “The Boxer12” ซึ่งเป็นเพลงที่ฮิทระเบิดระเบ่อมาหลายปี

ผมรู้สึกว่า คุณดำมืดสนิทขอเพลงมาได้เหมาะกับบรรยากาศเพื่อเป็นเพลงสุดท้ายของวงเรา เนื่องจากเพลงนี้มีจังหวะกระฉากความรู้สึกให้คึกคัก “กรุณาฟังเพลงที่เราเตรียมไว้ แล้วต่อด้วยเพลงที่คุณขอมาปิดท้ายนะครับ” ผมมั่นใจว่าคำพูดของผมทุกคำไม่มีคำไหนที่แสดงว่า ผมพูดอย่างแกว่ง Guitar หาขวดเบียร์เลยซักคำ “ต่อรองอยู่ได้” สำลีเม็ดในตะคอกลั่นสนั่น Pub โดยที่ผมไม่ทันได้ระวังตัว เขาอยากทราบว่า Guitar ของผม เมื่อโดนขวดเบียร์แล้ว จะแตกแบบไหน? ใช้เล่นต่อไปได้ไหม? มันลำไยจริงๆ ผมพยายามไม่ด่ามันตรงๆ เลยก่นโคตรมันว่า “ไอ้ลำไย” ใคร ๆ ก็รู้ว่าลำไยเป็นลูกหลานของไอ้ระยำ13 ผมไม่รู้ว่ามันจะเข้าใจคำที่ผมตอกหน้ามันหรือไม่ ผมโกรธไฟออกหู กำลังจะโดดลงจากเวทีไปออกงิ้วซิววิญญาณมันซะ เพื่อนผมดึงผมไว้ พวกมันที่มาด้วยกันช่วยกันลากมันออกไปจาก Pub

หลวงวิจิตร วาทการสอนไว้ว่า จงยิ้มได้เมื่อภัยมา ผมเลยยิ้มเหี่ยวๆ ก้มลงมองดู Guitar ของตัวเอง หน้าแตกเลย สุดที่รักของผม Guitar ผมเหมือนไปขึ้นชกชิงแชมป์โลกแต่แพ้แตกยับเยินมา แตกจริงๆ บุ๋มเป็นรูปก้นขวดที่ตรงใต้รูกลมด้านหน้าของตัวกล่องเสียง ลองดีดดูเสียงเหมือนคนคออักเสบ ความก้องของเสียงลดลง ผมอยากวิ่งไปซบลงที่ตรงตักแม่ ร้องไห้สะอึกสะอื้น แล้วฟ้องแม่ว่า “นิโกรทำร้ายสุดที่รักของลูกจนยับเยินๆ”

Guitar ตัวนี้ ผมใช้เวลาสะสมเงินอยู่นานมาก จึงพอที่จะซื้อได้ ด้วยการหาบน้ำจากท่าน้ำที่วัดไปใส่ตุ่มของชาวบ้าน ซึ่งมีระยะทางแต่ละหาบประมาณห้าร้อยเมตร ความยากลำบากในการหาบน้ำหาบแรก คือการทำอย่างไรไม่ให้น้ำกระฉอกออกจากปี๊บทั้งคู่ ในตอนนั้น ผมทำได้แต่อธิบายไม่ได้ว่า ทำอย่างไรน้ำจึงไม่กระฉอก จนเมื่อเรียนกฎของความเฉื่อย ซึ่งเป็นทฤษฎีของนิวตันที่ว่า วัตถุที่อยู่นิ่งจะยังคงสภาพอยู่นิ่ง และวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ก็ยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ต่อไป จนกว่าจะมีแรงที่ไม่สมดุลมากระทำ ผมจึงเข้าใจหลังจากเลิกหาบน้ำไปตั้งนานแล้วว่า เมื่อเราหาบน้ำแล้วก้าวเท้าซ้ายขวาออกไป ปี๊บน้ำทั้งคู่จะเคลื่อนที่ในสองระนาบ คือในแนวราบ ปี๊บน้ำจะเคลื่อนที่ เหมือนลูกตุ้มนาฬิกาที่ตัวนาฬิกาเองเคลื่อนที่ไปด้วย โดยมีปลายของตะขอเหล็กที่เกี่ยวอยู่กับปลายไม้คานเป็นจุดแขวน ถ้าเราก้าวเท้าซ้ายขวา ให้สัมพันธ์กับการแกว่งของปี๊บน้ำ อย่าไปทำให้การแกว่งเกิดการสะดุดหรือหยุดลงทันทีทันใด ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการที่ทำให้น้ำไม่กระฉอก และการเคลื่อนที่อีกระนาบหนึ่งจะอยู่ในแนวดิ่ง ปี๊บทั้งคู่จะมีระยะการเคลื่อนที่ขึ้นลงมากกว่าระยะขึ้นลงที่ไม้คานตรงที่สัมผัสกับไหล่ของคนหาบ ระหว่างที่หาบแล้วเดินอยู่ต้องคอยจัดจังหวะให้ไหล่ต่ำลง และสูงขึ้น เพียงเล็กน้อย แต่ต้องสัมพันธ์กับการขึ้นลงของปี๊บน้ำทั้งคู่ ถ้าการปรับจังหวะของเท้าทั้งสอง และไหล่ เข้าจังหวะกับปี๊บน้ำ น้ำก็จะไม่กระฉอก ผมต้องหาบน้ำใส่ตุ่มของเพื่อนบ้านห้าหาบจึงจะได้เงินหนึ่งบาท ความจริงสี่หาบหนึ่งบาท แต่ผมทำ Promotion เพื่อแย่งลูกค้าจากคู่แข่ง วันที่ผมสะสมเงินได้ครบสองร้อยบาท ผมไปซื้อ Guitar ซึ่งติดป้ายราคาไว้สองร้อยบาทซึ้งผมหมายตาไว้นานแล้วGuitar สุดที่รักถูกวางโชว์อยู่ในตู้กระจกหน้าร้านตรงข้ามที่ทำการไปรษณีย์กลางถนนเจริญกรุง ผมเคยมายืนมองดูมันครั้งละนาน ๆ หลายครั้งจนจำได้ฝังใจ เก็บไปฝันถึงอยู่ตั้งนานกว่าจะได้มาครอบครองสมใจ เจ้าของร้านลดราคาให้เหลือหนึ่งร้อยแปดสิบบาท โดยที่ผมไม่ได้ต่อราคา มัวแต่คิดด้วยความดีใจว่า “ได้แล้ว Guitar ตัวนี้เป็นของเราแน่นอนแล้ว” วันนี้เป็นวันหนึ่ง ที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต

คืนนั้น ผู้จัดการ Pub จ่ายเงินให้เราเหมือนทุกวันเสาร์ที่ผ่านมา คนละหนึ่งร้อยบาท พอผมเริ่มจะเล่าให้ท่านฟังว่า Guitar ของผมแตก เผื่อว่าท่านจะมีเศษ ๆ ความเมตตาปรานีเหลือใช้หล่นมาถึงผมบ้าง ท่านยกมือทำท่าปางห้ามญาติ ห้ามไม่ให้ผมเล่า ท่านว่าท่านอยู่ในที่เกิดเหตุตอนที่เกิดเรื่องด้วย และท่านมีความเห็นแจ้งแทงตลอดว่า เป็นกรรมของสัตว์โลก ช่วยอะไรมิได้ ต้องถือว่าชดใช้กรรมเก่า เพราะชาติก่อนเคยรังแกเขาไว้ ผมรู้สึกว่าท่านระลึกชาติได้ เลยเลื่อมใสในบุญญาภินิหาร จึงเดินจากท่านมาด้วยอัตราความเร็วต่ำ ทำคอตก แต่ไม่ให้ใครเก็บไป เกิดความคิดเห็นแจ้งชัดว่า คนที่กินเหล้าใน Pub ที่ให้ลูกค้ากินเหล้าจนเสียสติก็ยังได้ ถ้าไม่หนำใจว่าสติของตัวเองเมื่อก่อนจะกินก็แย่พออยู่แล้ว14 เมื่อเราไม่อยากให้ Guitar แตกก็ต้องมีสติ อย่าไปใช้มันทำเป็นเป้าให้เขาปา

ผมพยายามซ่อม Guitar โดยหยอดกาว Latex ตรงลอยแตก ทิ้งไว้ให้แห้ง ใช้แผ่นไม้อัดสองแผ่นประกบปิดด้านบนและล่างของรอยแตก แล้วใช้ C Clamp หนีบไว้หลายวัน เพื่อให้ลักยิ้มยักษ์บน Guitar หายไป กลับมาเป็น Guitar หน้าแตกที่เย็บด้วย Latex แล้ว

จากคืนแห่งความฝันร้ายนั้น สมาชิกในวงผมปรึกษากันว่า เรายังมีงานที่ต้องอัดเทปในต้นเดือนกุมภาเพื่อออกรายการ TV ช่องสี่ในต้นเดือนมีนาคมอีกหนึ่งงาน แล้วก็จะต้องสอบไล่ครั้งสุดท้ายเพื่อปริญญาตรีของพวกเราทุกคน เพื่อนชายที่เล่น Guitar เรียนวิศวเหมืองแร่ จบแล้วคงต้องล่องใต้ไปตามเหมืองแร่ต่าง ๆ เพื่อหางานทำ ส่วนสองสาวจะไปเรียนต่อเมืองนอก สรุปได้ว่า วงเราแตกกระเจิงไปคนละทิศ ต่างคนต่างเล่นต่างคนต่างร้อง ณ คนละจังหวัด คนละประเทศในไม่ช้า แต่ผมก็ไม่ได้เลิกเล่นดนตรีตลอดไป

ต่อมาในวันหนึ่ง ที่โรงอาหารของบริษัท ดอนมานั่งข้างๆผม แล้วถามเพื่อเริ่มการคุยขึ้นทันที
“วงของวิชไม่ได้เล่นที่ Menu Twelve แล้วหรือ? พักนี้ไม่เจอกันที่นั่นเลย”
“ใช่ครับ วงผมแตกกระเจิงหมดแล้วด้วย”
“เป็นไงเหรอ แตกกระเจิงหมดแล้ว?”
“คนนึงไปทำงานภาคใต้ สองสาวไปนอกครับ เหลือแต่ผมโด่เด่”
“วิชมาเล่นวงผมมั้ย?” ดอนชวน (ไม่ใช่ดอนฮวน)
ผมไม่ได้ตั้งหลักมาก่อน เลยตอบไม่เป็น มัวแต่ดีใจอยู่
“วงผมเล่นที่ Menu Twelve เดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายแล้ว เดือนหน้ามิถุนายนจะเริ่มเล่นที่โรงแรมโอเรียนเต็ลทุกค่ำวันเสาร์”

ดอนแจงแผนงานต่อไป “ทั้งสองคนมีเจกับสินีมีเสียงระดับ Soprano15 ส่วนผม Bass ขาดเสียงระดับ Tenor เวลาร้องเพลงที่ผู้ชายร้องนำมันขาดเสียงพระเอก เป็นจุดอ่อนร้ายแรงของวง ถ้าคุณวิชมาช่วยปิดช่องว่างตรงนี้ได้จะดีมากเลย คุณมีเสียง Tenor ที่ดีมาก แล้วอีกอย่างนึงวิชมาช่วยเล่น Guitar ใส่ลูก Solo ได้ทุกช่วงตั้งแต่ช่วง Intro. ไปเลย แม้แต่ในช่วงที่ร้องประสานเสียงคุณก็เล่น Lead แทรกเข้าไปได้ เพลงของเราจะมีครบทั้ง Harmony and countermelody16” ดอนหยุดมองหน้าผม “OK ครับ” ผมรีบตอบรับ กลัวโชคหลุดมือไปเสียก่อน

เวลาเจอโชคดีมักไม่เจอะโชคดีเท่านั้น โชคดีมักชวนเพื่อนมาด้วย เด็กนักเรียนสองสาวพี่น้องที่ผมติวให้ทุกค่ำวันจันทร์ พุธ ศุกร์ติดต่อกันมาเกือบสองปี สอบ Entrance เข้าจุฬาฯ ได้ทั้งคู่ คนพี่ได้เทคนิคการแพทย์ น้องสาวได้เศรษฐศาสตร์ ผู้ปกครองของเธอให้โบนัสผมเท่ากับค่าติวหนึ่งเดือนคือ ตั้งห้าร้อยบาท ผมใช้ทั้งหมดห้าร้อยบาทในวันรุ่งขึ้นวันเดียวครั้งเดียวหมดเลย โดยให้รางวัลตัวเองเป็น Guitar ตัวใหม่ซิงๆ สายเสียงต่ำให้เสียงใหญ่ทุ้ม สายเล็กเสียงสูงใสกังวาน เนื้อตัวหน้าตาเป็นลายไม้ออกน้ำตาลมันวาววับ นี่เป็นของขวัญที่ผู้ให้ให้ด้วยความเอ็นดูรู้ใจ ผู้รับรับด้วยความตื้นตันขั้นสูง และสำนึกในบุญคุณ

ดอนและผม เตรียมเพลงที่จะร้อง รวบรวมเนื้อเพลงและ Chords ดอนได้เรียนดนตรีมาอย่างดี อ่านเขียนโน๊ตดนตรีได้อย่างคล่องแคล่วไม่แพ้อ่านหนังสือ เขารวบรวมแผ่นเสียง Original จากต่างประเทศไว้มากมาย มีโน๊ตเพลงที่พิมพ์ในอเมริกาเป็นโน๊ตที่เขียนอย่างละเอียดใช้ร้องประสานได้เลย เราจัดแบ่งหน้าที่ว่าใครร้องนำเพลงไหน ช่วงไหนใครประสานเสียงอย่างไร เพลงไหนต้องร้องใน Key ใดจึงจะเหมาะกับเสียงของพวกเราทุกคน เนื่องจากทุกคนทำงานอยู่ที่นี่ สินีทำงานอยู่ฝ่ายการเงิน มีเจฝ่ายบัญชี ดอนแผนกออกแบบผลิตภัณฑ์ เราจึงมีโอกาสซ้อมกันบ่อยมากที่ศาลาท่าน้ำหลังโรงงาน บางทีก็ตอนหลังจากทานอาหารเที่ยงแล้ว บางวันก็ตอนเย็นเลิกงานแล้ว ถ้าเป็นวันหยุดราชการก็ไปที่บ้านของดอน เขาเป็นคนรุกเร้าเอาใจใส่ดูแลทุกเรื่องถนอมน้ำใจทุกคน ทำให้รู้สึกว่าอยู่ใกล้เขาแล้วมีแต่ความสนุกสบาย

ในการซ้อมแต่ละเพลง ในตอนแรกเราจะเล่นตามต้นฉบับ เมื่อซ้อมจนเริ่มเข้าฝักแล้ว ดอนจะเดิน Chords ในแนว Guitar Classic17 ให้ผม Lead โดยการ Improvise18ดอนเป็นคนละเอียดบดจนเนียน เขาจะอารมณ์เสียเมื่อผม solo19 ซ้ำซากเหมือนต้นฉบับเป๊ะ เขาจะแนะนำด้วยการ Improvise ให้ดู แล้วอธิบายว่าเขาต้องการให้ผมเล่นอย่างนี้อย่างนั้น แต่ละเพลงเราซ้อมกันนับพันครั้ง เมื่อขึ้นเวทีเราจึงเต็มไปด้วยความมั่นใจ ไม่ต้องห่วงเรื่องการเล่น Guitar แบ่งสมาธิไปจัดวางท่าทางต่าง ๆ ของเราได้อย่างสง่างาม

ดอนจะควบคุมโครงสร้างของเพลงโดยการเดิน Chords อย่างถูกต้อง จังหวะมั่นคง แผ่วเบาเรียกความสนใจในบางช่วง และเสียงดังหนักแน่นเน้นความรู้สึกในตอนที่จำเป็น ถ้าเขารู้สึกสนุกมากพอเขาจะส่งสัญญาณให้ผมเดิน Chords แล้วเขาจะ Improvise ได้อย่างถึงอารมณ์สกัดวิญญาณของเพลงออกมายักย้ายส่ายสะโพกกับเรา

ค่ำวันนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ยักษ์ทำงานที่นี่หลังจากยืนส่งเฮียพี่ตึกและยักษ์ลงเรือยนต์ของบริษัทไปแล้ว สมาชิกทั้งสามคนก็มานั่งลงจัดเรียงเนื้อและโน้ตเพลงที่จะซ้อมกัน เราเลือกเพลงที่ผมและวงของดอนเคยเล่นมาแล้วมาซ้อมก่อน เพลงที่ผมยังไม่เคยเล่นแม้ดอนจะเตรียมโน้ตมาด้วยก็จัดเรียงไว้ตอนท้าย เพลงแรกที่ซ้อมคือเพลง Pub the magic dragon ต้นฉบับของ Peter Paul and Mary ทำเสียงประสานไว้เป็นสามเสียง Trio Harmony ดอนมาทำเพิ่มเป็นสี่เสียง Quartet ซ้อมไปได้หนึ่งรอบ ดอนคิดว่าระดับเสียงไม่เหมาะกับผม

“ผมว่า Key G ต่ำไปสำหรับคุณวิช ใช่ไหมครับ?”
“ผมเคยร้องใน Key A ครับพี่”
หลังจากที่เราซ้อมอีกครั้งใน Key A แล้ว เราก็เขียนกำกับไว้ในสมุดเพลงว่า ต่อจากนี้ไป เพลงนี้เราจะเล่นใน Key A
Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked (frolic เล่นสนุกสนาน) in the autumn mist
In a land called Honah Lee.
Little Jackie Paper
Loved that rascal Puff, And brought him strings and sealing wax
And other fancy stuff.

ความยากของการร้องประสานเสียง อยู่ที่การบังคับตัวเองให้ร้องในเสียงที่ตนเองมีหน้าที่ร้อง ไม่ไปร้องในเสียงที่คนอื่นทำหน้าที่อยู่ น่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ทำได้ยากมาก เมื่อเราซ้อมคนเดียว ใช้เวลาไม่นานเราก็จะจำเนื้อร้องทำนองและระดับเสียงที่เราต้องร้องได้ แต่พอซ้อมร่วมกับคนอื่น เราพยายามไม่ฟังเสียงคนอื่น เพื่อไม่ให้ตัวเองหลงเสียง ก็จะเกิดปัญหาว่าความดังของแต่ละคนไม่กลมกลืนกัน แต่ถ้าเราฟังเสียงคนอื่นโดยเฉพาะคนร้องนำเราก็จะเผลอร้องตามเสียงของเขา ปัญหาเหล่านี้ทำให้เราต้องซ้อมด้วยกันบ่อยมาก โดยเฉพาะในระยะแรกที่ผมเข้ามาร่วมกับวงนี้ เราต้องซ้อมจนกระทั่งเราสามารถร้องในขณะที่ฟังเสียงคนอื่นร้องไปด้วยโดยไม่เกิดความสับสน

งานซึ่งเรารับไว้ที่ Oriental ต้องเล่นครั้งละสามชั่วโมง ทุกชั่วโมงได้พักสิบนาที สามชั่วโมงเวลาที่เราต้องร้องเพลงนานเท่ากับ ห้าสิบคูณสามเท่ากับร้อยห้าสิบนาที ถ้าแต่ละเพลงใช้เวลาสามนาที เราต้องเตรียมเพลงไว้ มากกว่าห้าสิบเพลง ตอนนี้เรามีเพลงที่ใช้ได้แล้วเพียงสามสิบเพลง ผมต้องฝึกเพิ่มอีกยี่สิบเพลงเป็นอย่างน้อยภายในเดือนนี้ ผมจึงต้องไปที่บ้านของดอนบ่อยมาก แทบจะต้องไปกินนอนอยู่ในบ้านของดอนเลย

บ้านของดอนอยู่แถวบางนาติดถนนสุขุมวิท เป็นบ้านที่ห้อมล้อมด้วยสวน หน้าบ้านเป็นสนามหญ้าเขียวขจีตัดเรียบดูนุ่มนวล มีกระถางชวนชมตั้งไว้หลายจุดมีดอกรูปแตรสีต่างๆกัน มีทั้ง ขาว ชมพู ม่วง และแดง มีชุดโต๊ะเก้าอี้หินอ่อนวางอยู่เป็นระยะๆ ทำให้หน้าบ้านนี้เหมาะกับการจัดงานเลี้ยง พอเข้าไปในบ้าน

ห้องแรกคือห้องรับแขก มีชุดรับแขกชุดใหญ่ รับแขกได้สักสิบคนอย่างสบาย มีเก้าอี้โยกอยู่หน้าเครื่อง TV ยังไม่ทันจะนั่งลง หญิงหน้าตามีสง่าราศีเดินนำเด็กยกถาดเครื่องดื่มเข้ามา
“อาผมเองครับ” ดอนแนะนำ “ดูแลผมแทนคุณพ่อคุณแม่ จัดการทุกอย่างทั้งเรื่องบ้าน สวน และคน” คุณอายิ้มต้อนรับ
ดอนแนะนำ “น้องที่ทำงานฮะอา ชื่อ อติวิชญ์ เป็นวิศวกร จะมาเล่นดนตรีในวงของผม ต่อไปคงจะมาบ้านเราบ่อยๆนะครับอา”
“เชิญตามสบายนะคะ ดอนอยู่คนเดียวเหงา จะได้มีเพื่อนบ้าง” แล้วอา และเด็ก ก็เดินออกจากห้องรับแขกไป
“วิชมานอนค้างก็ได้ มีห้องสำหรับแขกที่ชั้นบนหลายห้อง” ดอนเดินนำออกไปยังห้องต่างๆ

ถัดจากห้องรับแขก มีทางเดินยาวตลอดแนวบ้าน ด้านหนึ่งเป็นห้องต่างๆ เรียงติดต่อกันไป ชั้นล่างมีห้องสมุดซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือนานาชนิดจำนวนมากมายดูเหมือนว่าอ่านทั้งชาติก็ไม่หมด อัดแน่นเต็มอยู่ในตู้ที่มีชั้นจากพื้นจรดเพดาน
“ถ้าพ่อผมอยู่ ท่านจะใช้เวลาในห้องนี้มากที่สุด เป็นห้องทำงานของท่าน”
“ตอนนี้ ท่านไม่อยู่หรือ?”
“พ่อกับแม่อยู่อเมริกา คุณพ่อทำงานในกระทรวงการต่างประเทศ ตอนนี้ เป็นท่านทูตอยู่อเมริกา เคยตระเวนไปประเทศต่างๆ ไปอยู่กรีกหลายปี....แต่งงานกับสาวกรีซ ผมเกิดที่นั่นเรียนจบชั้นประถมแล้วถึงได้กลับมาอยู่ที่นี่ ตอนนี้ คุณแม่ไป Control คุณพ่อที่อเมริกาได้ปีกว่าแล้ว”
เพราะคุณแม่ของดอนเป็นชาวกรีซนี่เอง ดอนจึงมีทั้งรูปร่างหน้าตาถอดมาจากเทพบุตรกรีก มีใบหน้าได้สัดส่วนคมคาย ผมสีน้ำตาลหยักศก คิ้วดกตาคม จมูกโด่งเป็นสัน หุ่นเหมือนโขกออกมาจากแม่พิมพ์ของรูปปั้นกรีกโบราณ
ผมไม่กล้าถามว่า Control มีความหมายแค่ไหน แต่เกิดความรู้สึกว่าดอนเป็นคนเปิดเผยกับผม เราสนิทสนมกันเร็วมาก คงเนื่องจากชอบดนตรีแนวเดียวกัน คุยกันถูกคอพอใจในเรื่องต่างๆ ผมใช้เวลาระยะนี้อยู่กับดอนมากกว่าแฟนผมเสียอีก

ห้องดนตรี มีเวทีซึ่งจัดวางเครื่องดนตรีไว้ครบวง กลองชุดอยู่ตรงกลาง Piano, Guitar และเครื่องเสียง แผ่นเสียงจัดเก็บไว้อย่างเรียบร้อย
“คุณแม่ผมชอบเล่น Piano เลยสะสมทั้งแผ่นเสียง หนังสือ และอะไรๆ เกี่ยวกับดนตรีไว้มาก เพลงกรีกก็มี แต่บ้านเราไม่ค่อยมีใครรู้จัก ผมชอบอยู่หลายเพลง ถ้าวิชชอบเราทำเสียงประสานเสียใหม่ให้แปลกจากเดิม แล้วเล่นด้วยกันไหม?”
“ผมไม่เคยได้ยินเพลงกรีกเลยในชีวิต”
“ประเทศกรีกเจริญทางด้านดนตรีมาหลายพันปีแล้ว เป็นรากฐานของดนตรีในปัจจุบัน ในสมัยก่อนชาวกรีซใช้ดนตรีในการชำระล้างบาปและเจริญถึงระดับมี Music Therapy20 ดนตรีเพื่อการรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้”
“ดีครับ เล่นเพลงที่ไม่มีใครรู้จักในบางเวลาก็ดีเหมือนกัน”
“เดี๋ยวผมจะค้นหาเพลงประเภท Folk chorus21 ของกรีกที่น่าสนใจมาให้วิชเลือก”

ถัดไปเป็นห้องรับประทานอาหาร มีห้องใหญ่ และห้องเล็ก
“ห้องใหญ่นี้ ใช้เวลามีแขกมาหลายคน ผมกับอาใช้ห้องเล็กติดกับครัว ห้องน้ำชั้นล่างมีในห้องรับแขก และที่ติดกับครัวอีกห้องหนึ่ง”

จากครัว มองออกไปเห็นเรือนแถว
“นั่นเป็นเรือนคนงาน” ดอนชี้แจง “คนดูแลบ้าน ทำอาหารซักเสื้อผ้า จัดการสระว่ายน้ำ และที่ต้องใช้หลายคนคือคนสวน ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งแต่สมัยคุณปู่ พ่อผมก็ชอบต้นไม้มาก”

อีกด้านหนึ่งของทางเดิน เป็นหน้าต่างบานเลื่อนติดกระจกใสตลอดแนวบ้าน ซึ่งเหมือนกันทั้งชั้นล่างและชั้นบน จากชั้นบนมองออกไปเห็นสระน้ำหลังบ้าน เลยออกไปเป็นสวนมีทั้งไม้ใหญ่ น่าจะมีอายุหลายสิบปีแผ่กิ่งก้านสาขา ไม้พุ่มกลาง และสนามหญ้าเป็นที่ว่างแทรกอยู่เป็นจังหวะดูโปร่งโล่งไม่ทึบเป็นป่ารก และมีบ่อน้ำกระจายอยู่ทั่วพื้นที่หลายบ่อ

ชั้นบนมีห้องพระ ดูสงบใช้เป็นที่นั่งสมาธิได้ เกิดความรู้สึกเหมือนไปยืนอยู่ในวัดเมืองเก่าอยุธยา ผนังด้านหนึ่งของห้องเจาะทำเป็นช่องไว้หลายช่องหลายระดับเป็นที่ใส่พระพุทธรูป ส่วนล่างของผนังนี้เป็นตู้สูงประมาณเจ็ดสิบเซนติเมตรยื่นออกมาตลอดแนวผนัง มีพระพุทธรูปวางอยู่บนตู้นี้นับร้อยองค์

ติดกับห้องพระเป็นห้องนอนของคุณพ่อคุณแม่ ดอน คุณอา และห้องนอนสำหรับแขกอีกสามห้อง
“คืนนี้วิชนอนห้องนี้นะ” ดอนบอกให้ผมเตรียมตัวมาค้างที่บ้านเขาตั้งแต่ตอนที่เขาชวนผมมาแล้ว
“ขอบคุณครับพี่”
ห้องนอนเป็นห้องที่กว้างยาวใหญ่โตมาก มีเตียงตั้งอยู่กลางห้อง ด้านปลายเตียงเห็นเป็นผนังไม้สีน้ำตาล แต่ที่จริงเป็นประตูตู้เก็บเสื้อผ้า บานประตูทำเป็นบานพับเปิดได้โดยไม่กินเนื้อที่ด้านนอก ด้านข้างของเตียงมีโต๊ะเขียนหนังสือข้างๆ มี TV เครื่องเล็กๆ หัวเตียงดัดแปลงให้เป็นโซฟานั่งมองออกไปเห็นสนามหน้าบ้านราบเรียบเขียวขจี ราวกับปูพรมกำมะหยี่อ่อนนุ่ม ห้องน้ำในห้องนอนสะอาด บุด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวอ่อน พื้นปูด้วยโมเสกสีเดียวกับผนังของห้อง เครื่องสุขภัณฑ์ทุกกชิ้นมีราคา ปุ่มก๊อกน้ำเป็น Stainless วาววับหยักกลีบเหมือนมะเฟือง ที่โกนหนวด สบู่สีน้ำตาลอมเขียว ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ทั้งสามอย่างที่เพิ่งว่ามานี้เป็นของบริษัทในเครือที่เราทำงานอยู่ มีราวแขวนผ้าเช็ดตัวขาวสะอาดอยู่ข้างอ่างล้างหน้า

เสียง Lead and Chord Guitar22 ขึ้น Introduction23 เพลงแรกของเราที่เวทีในโรงแรม Oriental ด้วยจังหวะช้า ดอนร้องทักทายท่อน Verse24 ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ อ่อนโยนให้ความรู้สึกอบอุ่นดังพอที่จะแทรกไปทุกพื้นที่ใน Lobby ซึ่งมีคนนั่งคุยกันอยู่เพียงสองโต๊ะๆละสี่ห้าคน ดอนพยายามควบคุมไม่ให้เสียงดังเกินไปจนเกิดการก้องสะท้อนกลับจากผนังซึ่งสองด้านเป็นกระจกจะทำให้เสียงแปร่ง (Distort) ผู้คนทั้งสองโต๊ะ ซึ่งเราหวังว่า เขาจะสนใจฟังเราบ้าง ยังคงคุยกันติดลม เสียงหัวเราะ ดังชัดเจนกว่าเสียงเพลง ดอนคุ้นเคยกับ Notes ทุกตัวในเพลงนี้ และรู้จักตำนานของมันทุกตัว แทนการเล่นลูกคอดอนร้องคำสุดท้ายของท่อน Bridge26 ด้วยความละเอียดเหมือนการร้องในสมัยกรีกโบราณโดยเอื้อนเสียงให้เป็น Quartertones25 เราทั้งสี่คนร้องท่อน Chorus26 ซึ่งมีท่วงทำนองสูงด้วยการประสานเสียง ทุกคนร้องตามเสียงที่ซ้อมมาอย่างถูกต้อง ความดังของเสียงร้องนำโดดเด่นชัดเจน อีกสามเสียงที่ประสานกันอย่างพร้อมเพรียงตามจังหวะเพลงอย่างกลมกลืนให้ความรู้สึกออดอ้อน เราขยับร่างกายไปตามท่วงทำนองเพลงอย่างลืมตัว หน้าตาของเราทุกคนร้องเพลงไปด้วย ทุกเสียงสอดประสานกันเหมือนดังแพรเยื่อไม้ ทำให้ทั่วทั้ง Lobby อบอวลไปด้วยความหอมของเสียงเพลง เสียงคุยเงียบหาย สายตาที่จ้องมองเราแสดงความเป็นมิตรอย่างอบอุ่น ดอนดึงให้จังหวะของเพลงออดอ้อนอ้อยสร้อยขึ้นอีก ปลายเสียงแต่ละคำทำท่าเหมือนจะขาดหาย ความว่างจากอวกาศเบียดแทรกเข้าไปในช่องไฟของแต่ละคำกว้างขึ้นเรื่อยๆ อย่างเป็นอนุกรมเลขคณิต27 Ease my troubles that’s what U do. ผู้ฟังทุกคนเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจเกิดอารมณ์ร่วมกับเพลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเพลงเปิดเวทีจบลง ผู้ฟังทั้งสองโต๊ะลุกขึ้นยืนแล้วปรบมือให้เรายาวนาน ยิ้มให้เราอย่างมีไมตรี ผมน้ำตารื้นด้วยความรู้สึกเต็มตื้น

เรายังคงใช้เพลงช้าๆ ทำให้นึกถึงบ้าน บ้านที่เป็นหลักพึ่งพิงสุดท้าย ที่ซึ่งมีเธอมีฉัน มีหัวใจเราอาศัยอยู่ เราเร่งจังหวะเพลงให้เร็วกระชับขึ้นชวนให้พวกเขาซึมซับรับรู้ความเหนื่อยยากของงานที่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ ความเจ็บปวดจากความเมื่อยล้า แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของเธอประเล้าประโลมหัวใจ ก็ซับเหงื่อฉันได้ไม่มีใดเหมือน ผู้คนที่ตั้งใจเพียงเดินผ่าน Lobby เพื่อบ่ายหน้าไปที่ริมแม่น้ำยามเย็นหยุดพักยืนฟังเรา แล้วเลยเปลี่ยนใจหาที่นั่งปักหลักสั่งเครื่องดื่มทอดหุ่ยฟังเพลงอย่างสบายอารมณ์ เราเปลี่ยนลีลาจังหวะให้เร็วขึ้นเพิ่มพลังลงไปในเพลงให้สะกิดสะเกาชีวิตประจำวันที่ซ้ำซาก การปรุงอาหารในครัว งานบริการของนางพยาบาล งานเลี้ยงชีพของหมอ วิศวกร นักบริหาร งานค้นคว้าสร้างสรรค์ของนักวิทยาศาสตร์ งานฝันอันมั่นหมายของเหล่าศิลปิน แล้วกลับเนือยเฉื่อยลงให้คิดถึงสิ่งปรักหักพังของโบราณสถาน และความชอกช้ำจากการช่วยเหลือผู้ทรยศ ในที่สุดเราร้องเพลงของผู้ชราเตร็ดเตร่ไปอย่างไร้จุดหมาย รองเท้าที่ยอมให้นิ้วเท้าโผล่ช่วยเพิ่มความรู้สึกเมื่อสัมผัสเศษกระดาษที่ปลิวมาตามแรงลม แววตาสิ้นแล้วซึ่งแววแห่งความภาคภูมิ ไหล่ดูห่อเหี่ยวลู่ลงสองมือที่อ่อนล้าห้อยข้างกาย ช่างเหมือนหนังสือพิมพ์เก่าๆ ที่รายงานข่าวที่ผ่านเลยแล้ว Yesterday’s papers, telling yesterday’s news. เราร้องชีวิตของพวกเขาออกมา ผู้ฟังบางคนมีประกายน้ำวับวามอยู่ในหน่วยตาอย่างมีความสุข บ้างก็เหม่อลอยเหมือนอยู่ในแดนฝัน

เรายังต้องฝึกซ้อมร่วมกันอยู่บ่อยๆ แต่ผมรู้สึกสบายขึ้นเพราะเริ่มคุ้นเคยกับเพลงต่างๆ จึงมีโอกาสร้องเล่นไปเงยหน้ามองดูสิ่งต่างๆ รอบตัวไปด้วยได้บ้าง ไม่ต้องเพ่งมองโน้ตหรือ Chords ตลอดเวลา มีเจกำลังซ้อมร้องเพลงซึ่งเธอร้องนำ Lover’s concerto มาถึงท่อน

You'll hold me in your arms,
and say once again you'll love me.
And that your love is true,
everything will be just as wonderful.

“เธอโอบฉันไว้ในอ้อมกอด
พร่ำบอกอีกครั้งว่าเธอรักฉัน
และยังย้ำอีกว่าความรักของเธอนั้นเป็นรักแท้ไม่แปรเปลี่ยน
ทำให้ทุกสิ่งรอบตัวช่างตรึงตาตรึงใจอย่างน่าอัศจรรย์นัก”

เสียงของมีเจ นุ่มนวล อ่อนหวาน งดงาม และอบอุ่น ให้ความรู้สึกด่ำลึกราวกับว่ากลั่นออกมาจากก้นหลืบของจิตใจ ตอนที่ร้องประโยคที่ว่า You hold me in your arms เธอสบตากับดอนพอดีเหมือนนัดกันไว้ เสียงของเธอผะแผ่วนุ่มนวล นุ่มนวลเสียจนคำที่ร้องควานหาเสียงแทบจะไม่พบ อาจเป็นเพราะเธอต้องการให้ดอนได้ยินประโยคนี้เพียงคนเดียว แววตาที่เคยอมความเศร้าสร้อยของมีเจในตอนนี้กลับวับวาวมีชีวิตชีวา ทำให้ผมรู้สึกว่าเธอกำลังคิดถึงเวลาที่ดอนกำลังบอกรักเธอขณะที่อยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน

ดอนพรมนิ้วบน Guitar ควบคุมจังหวะและการไหลของ Chords ด้วยความเคยชินจากการเล่นเพลงนี้มาจนช่ำชอง ดวงตาคมกริบใต้คิ้วดกหนามีประกายวิบวับจุดแววหวานอ่อนโยน จ้องแน่วมองมีเจอย่างไม่วางตา ผมรู้สึกว่า ทั้งคู่กำลังต้องมนต์สะกด มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสอง มันเป็นปฏิกิริยาชีวเคมี ที่ไม่สามารถต้านทานได้เช่นเดียวกับผลมะม่วงที่ต้องเติบโตขึ้นทุกวัน แล้วในที่สุดก็จะสุกงอม ใครจะมาหยุดยั้งไว้ให้ห่ามถาวรไม่รู้จักสุกไม่รู้จักงอมไม่ได้ มันเป็นความรักอันเป็นน้ำอมฤตสุดยอดอมตะที่มีอิทธิฤทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงผู้คน ปลุกความหมองเศร้าในนาทีหนึ่งให้เป็นความตื่นเต้นมีชีวิตชีวา มองโลกสดใสอย่างหาอะไรเปรียบไม่ได้ เพราะตอนนี้ชีวิตมีมิติที่น่าใฝ่หา เป็นมิติที่ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวช่างตรึงตาตรึงใจอย่างน่าอัศจรรย์

“เที่ยงแล้วคะ วันนี้ มีผัดไทย และก๋วยจั๊บ เชิญเลือกทานหรือจะทานทั้งสองอย่างเลยก็ได้ค่ะ” เสียงคุณอาของดอนเชื้อเชิญ
“ขอบคุณครับคุณอา” พวกเราตอบแบบประสานเสียงพร้อมกัน
หลังอาหารเที่ยง มีเจขอตัวกลับไปช่วยงานที่บ้าน

มีเจและคุณแม่ อาศัยอยู่กับตาและยายที่บ้านซอยอ่อนนุชใกล้กับบ้านผม คุณพ่อของมีเจจากไปตั้งแต่มีเจยังเล็ก คุณแม่เปิดร้านอาหารและทำปิ่นโตส่งชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ มีลูกมือช่วยสามคน มีเจจึงช่วยงานที่ร้านเสมอเมื่อมีโอกาส คุณแม่ของมีเจเคยเป็นลูกค้ารายสำคัญของผมเมื่อสมัยที่ผมพยายามหาเงินเพื่อซื้อ Guitar ตัวแรกในชีวิต บ้านเธอใช้น้ำมากมายทุกวัน ผมต้องหาบน้ำจากวัดเข้าทางหลังบ้านซึ่งเป็นลานสารพัดประโยชน์ ทั้งเพื่อการปรุงอาหาร ซักผ้า อาบน้ำ และอื่นๆ คุณแม่ของมีเจเป็นคนรักความสะอาด ทุกซอกทุกมุมบนลานปูนได้รับการทำความสะอาดอย่างหมดจด ภาชนะเครื่องใช้ต่าง ๆ เป็นประกายเหมือนของใหม่ คุณแม่จะทำกับข้าวไม่กี่อย่างแต่ปริมาณมาก ตำน้ำพริกทีละมากๆ แล้วก็มีแกงไก่มะเขือเปราะ แกงส้มผักบุ้งหมูสามชั้น ไข่และหมูพะโล้ แกงจืดหมูสับกับฝัก แค่นี้ก็พอที่จะใส่ปิ่นโตส่งตามบ้าน และขายหน้าบ้าน

เมื่อมีเจออกจากบ้านของดอนไปแล้ว ภาพของคนสองคนแสดงฉากการต้องมนต์สะกดจังงังด้วยความรักเมื่อสักครู่ที่ผ่านมาทำให้ผมเกิดความคิดถึงแฟนของผมจนอยากหายตัวปุ๊บไปถึงบ้านแฟนผมปั๊บ ก็เลยขอตัวกลับเหมือนกัน บ้านสินีเป็นคฤหาสน์ใหญ่อยู่ใกล้ๆ บ้านของดอน สินีกับดอนชวนกันลงเล่นน้ำในสระน้ำหลังบ้านของดอน เธอจะเล่นกับดอนยังไง กลับบ้านเมื่อไหร่ ผมไม่ทราบและมันไม่เกี่ยวกับผม

บริษัทที่เราทำงานอยู่มีนโยบายข้อหนึ่งว่า บริษัทจะฝึกฝนการบริหารงาน โดยเปิดโอกาสให้พนักงานระดับหัวหน้าแผนกได้เป็นประธานการจัดงานต่างๆ เช่นงานด้านกีฬา งานฉลองขึ้นปีใหม่ การทัศนาจร เป็นต้น คณะกรรมการบริษัทจะประกาศแต่งตั้งประธานฝ่ายต่างๆ แล้วประธานที่ได้รับการแต่งตั้งจะเลือกผู้ร่วมทำงานในด้านต่างๆ เสนอชื่อให้บริษัทประกาศแต่งตั้งเป็นกรรมการฝ่ายต่างๆ แล้วดำเนินงานตามนโยบายและงบประมาณของบริษัทต่อไปในแต่ละปี

ในปีนี้ ดอนได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานจัดงานทัศนาจรประจำปีนี้ เขาให้สินีเป็นกรรมการด้านการเงิน มีเจดูแลด้านอาหาร ส่วนผมได้ช่วยในด้านสถานที่และแสงสี และมีกรรมการด้านอื่นอีกหลายคน เราประชุมกันหลายครั้งและแบ่งงานกันทำ เราสรุปกันว่าจะไปล่องเรือชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำเพชร แล้วค้างหนึ่งคืนในรีสอร์ทแห่งใดแห่งหนึ่งใกล้ แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

พวกเราเกือบสามร้อยชีวิตออกจากบริษัทด้วยรถนำเที่ยวหกคันเวลาเจ็ดโมงกว่า มาถึงรีสอร์ทซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเพชรเกือบสิบเอ็ดโมง ตลอดการเดินทางสนุกสนานกันแบบฉิ่งฉับทัว ผลัดกันร้อง บางทีก็แย่งกันร้องเพลงภายใต้การควบคุมจังหวะด้วยกลองยาว ซึ่งเล่นได้หลายจังหวะแต่เราติดใจอยู่จังหวะเดียวคือสามช่า ทั้งผู้ฟังและผู้ร้องบำรุงร่างกายและเสียงด้วยเครื่องดื่มนานาชนิดเช่น แม่โขง กระแช่ หรือสาโท กลุ่มนี้ยึดหลักที่ว่า รักที่แท้ให้แม่นาง และอีกอย่างคือแม่โขง ท่านแม่ข้าฯด่าคอโป่ง เพราะแม่โขงทำข้าฯเมา28 ส่วนท่านที่ไม่เห็นด้วยก็ว่า ดื่มเหล้ามันขม ดูดนมดีกว่า29 ว่าแล้วก็ควัก Vitamilk ขึ้นมาดูดดังจ๊วบ

ลงจากรถแล้ว ก็หิ้วกระเป๋าของใครของมันไปเก็บตามบังกะโลที่พัก ที่พักแต่ละหลังมีสี่ห้อง ผมได้พักอยู่กับ ดอน มีเจ และสินี เก็บกระเป๋าแล้วเราก็ออกมาทานข้าวเที่ยงพร้อมกับพนักงานและผู้บริหารที่โรงอาหารของรีสอร์ท

เมื่อเสร็จจากการทานอาหารเที่ยงแล้ว พนักงานส่วนใหญ่ไปล่องเรือกัน บางกลุ่มตั้งวงเหล้านั่งคุยกัน บ้างก็เล่นไพ่ ขี่จักรยาน ตีปิงปองก็มี ผมเลือกไปล่องเรือยางดูวิวแม่น้ำเพชรซึ่ง มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาตะนาวศรี ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน บริเวณใต้น้ำตกทอทิพย์ลงมา เรียกกันว่า ต้นน้ำเพชร ได้สัมผัสธรรมชาติแมกไม้เขียวขจีและน้ำใสเย็น ทางรีสอร์ท จัดคนพายเรือประจำแต่ละลำ และให้ทุกคนใส่เสื้อชูชีพไม่ว่าใครจะคิดว่าตัวเองว่ายน้ำเก่งกว่าปลาหรือไม่ บ่ายสี่โมงกว่าจึงกลับมาถึงบังกะโล ได้อาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว มานั่งเล่นหน้าที่พัก ไม่นานมีเจก็ออกมาจากห้องพักของเธอ หน้าตาดูมีความสุขมีกลิ่นอายวิเศษของผู้ที่อยู่ในความรัก

มีเจมานั่งเคียงข้างผม แต่เธอจ้องมองไปทางอื่นด้วยทีท่าคิดว่าเมื่อไหร่จะมานะ
“เขาหายไปไหนของเขานะ” ผมเปรย
“เห็นนั่งอยู่ทางโน้น สาวๆ ล้อมหน้าล้อมหลังตั้งหลายคน” เธอตอบทันทีโดยไม่ทันได้คิดถามว่าผมพูดถึงใคร และเมื่อรู้สึกตัวหน้าสวยของเธอก็แดงก่ำขึ้นมาทันที
“อีตา...นี่”
“พี่จะอายผมทำไมกัน ของพรรค์นี้ไม่ต้องบอกผมก็รู้น่า ว่าพี่สองคนใกล้ถึงวันวิวาห์แล้ว”
“แต่ชั้นไม่แน่ใจหรอก ชั้นอ่านความคิดเขาไม่ออก บางครั้งเขาก็ทำเหมือนกับว่าชั้นมีความหมายต่อเขามากมายเพียงคนเดียว แต่บางครั้งเขาก็ทำเหมือนว่า เขายังต้องเอาชั้นไปเปรียบเทียบกับใครอีกคน”
“ไม่รู้ว่าเขารักเราไหม ดีกว่ารู้ว่าเขารักคนอื่นไม่รักเรา”
เหมือนไม่อยากคุยเรื่องของเธอกับดอนต่อไปอีก เธอจึงถามผม
“เธอมีแฟนแล้วใช่ไหม? เธอเคยอกหักหรือเปล่า?”
คำถามแรกผมขอตอบตามความจริงว่า “ตอนนี้มีแล้วครับ” แล้วพูดเพื่อให้เธอรู้สึกว่าเราหัวอกเดียวกันว่า “แต่ต่อไปไม่แน่”

ส่วนคำถามที่สอง “เรื่องอกหักตกม้า ผมจัดอยู่ในขั้นผู้เชี่ยวชาญเลยครับ เพราะผมเคยไม่เจียม Body ชอบสนใจคนที่สวย เริ่ด เชิด หยิ่ง30 ผมเคยสนใจจีบสาวระดับนางนพมาศ ผมเคยตั้งท่า ตั้งท่านะครับยังไม่ได้ลงมือจีบหรอก ผมเคยตั้งท่าจะจีบดาวคณะสื่อสารมวลชนตอนที่ผมเป็นน้องใหม่ในมหาวิทยาลัย ทันทีที่ผมจะไปเดินตามเธอ ผมก็รู้ว่าคนที่ใช้แซ่เดียวกับผมมีมากมายหลายคนจนน่าตกใจ พวกผมนี้แซ่หลีทั้งนั้น ผมจึงเข้าเกียร์ถอยหลังทันทีก่อนที่จะตกหลุมรักมากไป แต่ที่เคยหลวมตัวก็หลายหน แล้วจบลงด้วยการตกม้าอกหักหัวใจสลาย จนนับครั้งไม่ถ้วน ต้องทำการศึกษาวิจัยค้นคว้าหาความรู้ว่า จะทำไงดี ด้วยการอ่านหนังสือศาลาคนเศร้าเป็นตั้งๆ พอเลียแผลหัวใจหายก็ไม่เข็ดยึดหลักอกหักดีกว่ารักไม่เป็น ตกม้าบ่อยๆ เชี่ยวชาญไปเอง แล้วก็เริ่มซ่าต่อไป ถือเสียว่าเรื่องของความรักถมเท่าไหร่มันก็ไม่มีวันเต็ม”

“ถามจริงๆ เวลาเธออกหัก เธอทำไง?”
“ตอนแรกก็เหมือนโลกนี้มันมั่วซั่วถั่วถั่วมัวมัว รู้สึกเจ็บช้ำเจียนตาย ร่างกายหนักอึ้งไปด้วยความทุกข์ทนหม่นไหม้ จะทำไงได้ มันก็ต้องอดทนเข้าไว้ ใช้ยาสามัญประจำบ้านรักษาไปตามเรื่องตามราว ยาที่ชื่อ “เวลา” ปรับเปลี่ยนเรื่องเล็กๆน้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ให้มันแปลกแปรไปบ้าง ตื่นขึ้นมาเคยแปรงฟันก่อนก็เปลี่ยนเป็นหวีผมก่อน เคยพบเคยเห็นเขา เคยเดินไปดูหลังคาบ้านเขาทุกวันก็เลิกเสียไปซอยอื่นแทน เข้าข้างตัวเองเข้าไว้โดยนึกเสียว่า “มันตาไม่ถึง” เมื่อเวลาผ่านไปความทุกข์ เมื่อพุ่งขึ้นถึงขีด ท้ายที่สุดมันย่อมลดลง31 ถ้าเรามีสิทธิ์ที่จะไม่รักใครเลยสักคน หรือเลือกที่จะรักใครสักคน หรืออาจรักใครหลายคนก็ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ผมขอเลือกรักใครหลายคนไว้ก่อน เพราะถ้าผมรักใครสักคน อย่างแย่ที่สุดก็คือผมต้องอกหัก เมื่ออกหักแล้วผมก็จะได้รักใครอีกคนต่อไปจนพบคนที่ไม่หักอกผม แต่ถ้าผมเลือกที่จะไม่รักใครเลย ผมก็จะตกที่นั่งไม่มีความรัก ผมกลัวตาบอดมากกว่าอกหัก เพราะปราศจากความรักทำให้คนตาบอด ไม่ใช่ความรักทำให้คนตาบอด32”

พระอาทิตย์กำลังจะลับฟ้า นกนานาชนิดบินว่อนวนเวียนเหมือนยังไม่อยากกลับรัง กลุ่มก้อนเมฆสีเหลืองจางอมแสงสีแสดทำให้เกิดเงาสะท้อนบนผืนน้ำไหวระริกกับคลื่นบนแม่น้ำเพชร จากบังกะโลมีทางเดินปูด้วยแผ่นหินสีอิฐ สองข้างทางมีเสาที่มีตะเกียงจุดด้วยน้ำมันมะพร้าวส่งกลิ่นหอมตลอดทางไปจนถึงสนามหญ้าที่ตัดเรียบ เครื่องดนตรีครบวงตั้งอยู่บนเวทีประดับแสงสีวิบวับ โต๊ะอาหารจีนจัดวางเป็นแถวเป็นแนวเกือบเต็มสนาม พนักงานเดินเข้าจับจองที่นั่ง

ทานอาหารฟังเสียงดนตรีไปได้สักพัก บนเวทีก็เริ่มพิธีการ พิธีกรเชิญดอนขึ้นเวทีกล่าวรายงานการจัดงานในครั้งนี้ ท่านกรรมการผู้จัดการขึ้นเวทีขอบคุณกรรมการจัดงาน พูดถึงผลงานและความเจริญในด้านต่าง ๆ ของบริษัท แล้วแจกรางวัลให้พนักงานดีเด่นประจำปี พนักงานเริ่มออกเต้นรำหน้าเวทีจนสถานที่ที่เตรียมไว้แน่นไปหมด หลายกลุ่มเลยเต้นกันข้างๆโต๊ะอาหาร บ้างก็ถือแก้วชวนใครต่อใครชนแก้ว สินีเดินมาด้วยท่าทางบอกว่าร่างกายมีดีกรีสูงได้ที่แล้ว หัวเราะเสียงดัง นัยน์ตาเป็นประกายฉ่ำ ถือแก้วที่มีแต่น้ำแข็งมาทางผม ผมเลยชงอย่างอ่อนให้ เธอส่ายหน้า

“วิชกลัวเหล้าหมดเหรอ” ผมเลยรินเพิ่มให้มันเข้มขึ้นจนเธอพอใจ
“เอ้าชนแก้ว ชนแก้ว” สินีชวนผม “วันนี้สนุกมากจริงๆ” ผมขยับเก้าอี้ให้เธอนั่งลงข้างๆผม
“เธอไปล่องเรือสนุกไหม?”
“สนุกมาก แล้วพี่ไปล่องเรือหรือเปล่า”
“เปล่า ชั้นนั่งกรึ๊บตั้งแต่เที่ยง อวกไปแล้วทีนึง ได้งีบไปตื่นนึง เพิ่งเริ่มเผาหัวใหม่นี่แหละ” สินีพูดแบบขี้เมาอาชีพ
“อวกไปแล้วทีนึง นี่แสดงว่า ตั้งใจแน่วแน่ว่า จะอ้วกอีกหลายทีใช่ไหม?”

ผมรู้สึกว่า ผมถึงขั้นบรรลุถึงขีดความเมาอีกครั้งแล้ว ขืนอยู่แถวนี้ต่อไป คงต้องนอนกลิ้งอยู่แถวนี้ ไม่มีปัญญากลิ้งกลับไปถึงที่พักแน่ เพื่อนฝูงแต่ละคนทำตัวเป็นเจ้าของโรงกลั่นสุรา ผลัดกันมาชนแก้วแล้วก็บังคับขู่เข็ญว่า “หมดแก้ว” พร้อมกับชูแก้วของตัวเองแสดงว่าหมดแล้ว ผมเลยโซเซกลับที่พัก มาพบดอนที่มีสภาพไม่ต่างกันยืนโงนเงนๆอยู่หน้าบังกะโล

“พี่ดอนสนุกไหม?”
“ไม่ไหว เมาแทบตาย ขอพักก่อน ห้องกูห้องไหนวะ?” ดอนถามแบบไม่ต้องการคำตอบ แล้วเปิดประตูเข้าห้องไป

ผมเข้าห้องตัวเองได้ก็ล้มตัวลงนอน ไม่ได้สนใจว่าดอนจะหาห้องตัวเองพบหรือไม่ ผมหลับเป็นตาย ตื่นขึ้นมาเพราะจำเป็นต้องปล่อยน้ำออกจากร่าง ฟ้ายังมืดอยู่เลย แต่ก็ไม่อยากนอนต่อไปอีกแล้ว จึงอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวแล้วออกเดินสูดอากาศยามเช้าริมฝั่งแม่น้ำ ข้างๆรีสอร์ทยังมีสภาพเป็นป่ามีต้นไม้สูงใหญ่ทึบดูมืดดำ หมอกแผ่คลุมไปทั่วทำให้รู้สึกเย็นสบาย นกนานาชนิดส่งเสียงร้องทักทายยามเช้า ตะวันเริ่มต้นการเดินทางข้ามขอบฟ้าของวันใหม่ ดงไม้ค่อยๆเขียวสดขึ้น ผึ้งกลิ้งตัวคลุกเคล้ากับเกสรดอกไมยราบอย่างกระฉับกระเฉงกระปรี้กระเปร่า ในตะกร้าเล็กๆ ที่ขาคู่หลังมีเกสรอยู่บ้างแล้ว

ผมเดินกลับมาเกือบถึงรีสอร์ท ก็เห็นมีเจเดินมุ่งหน้ากลับที่พัก
“ตื่นแต่เช้าเหมือนกันนะคะ เมื่อคืนกลับมานอนตอนไหน?” มีเจทักทาย
“ผมไม่รู้ว่ากลับมานอนตอนกี่โมง ถึงเตียงก็พุ่งตัวลงนอนหลับไปเลย”
“อากาศที่นี่ดีนะ เช้าๆอย่างนี้สดชื่นดีจัง”

พอเดินมาเกือบถึงที่พัก เราสองคนก็ได้เห็นภาพที่ไม่ได้คาดฝันไว้ สินีเปิดประตู ค่อยๆเดินออกจากห้องของดอน แล้วเดินเข้าห้องของเธอซึ่งอยู่ติดกัน มีเจหันมามองหน้าผม แววตาเธอซึ่งปรกติก็เศร้าอยู่แล้ว มีแววร้าวเหมือนลวดลายเลือนรางบนเนื้อแจกันโบราณ มีเจเดินเข้าห้องของเธออย่างโผเผโซซัดโซโซ

วันอาทิตย์นี้ ผมกับดอนอยู่ในห้องดนตรีกันตั้งแต่เช้า กำลังเตรียมโน้ตเพลงกรีก ที่จะใช้ซ้อมกันในบ่ายวันนี้ ดอนค้นหาแผ่นเสียงมาเปิด ผมรู้สึกชอบเพลงนี้มาก เพลงชื่อ Omos Den แต่ยังค้นหาโน้ตและเนื้อร้องไม่พบ “วิชช่วยค้นหาในห้องนี้ก่อนนะ ถ้าไม่เจอ ช่วยไปค้นในห้องสมุดน่าจะเจอ” ดอนมอบหมายงานให้ผม ส่วนเขาจะพาคุณอาไปหาหมอฟันที่คลีนิคใกล้บ้าน

ผมเข้าไปในห้องสมุด เห็นหนังสือเกี่ยวกับประเทศกรีกมากมาย จึงนั่งลงค้นในกลุ่มที่เป็นหมวดที่เกี่ยวกับเพลง ส่วนใหญ่เป็นเล่มโต ๆ ผมหยิบสมุดปกแข็งเล่มหนึ่งออกมาเปิดดู เป็นภาพหน้าสาวสวย วาดด้วยดินสอดำ วาดได้เหมือนจริงมาก ภาพหน้าของมีเจกำลังยิ้มนิดๆ พลิกไปอีกหน้าหนึ่ง เป็นภาพหน้าของสินี ผมผลิกดูทีละหน้าจนหมดเล่ม เป็นภาพใบหน้าในอารมณ์ต่างๆ ของมีเจสลับกับสินี ผมเปิดดูทุกหน้าแล้ว ก็บอกตัวเองว่า คนวาดเขาอยากให้เราเห็นทั้งหมดนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เก็บเข้าที่เดิมดีกว่า

ตอนบ่ายสองสาวมาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน เราซ้อมเพลงกรีกกันนานจนเบื่อหน่ายก็ยังไม่เข้าที่เข้าทาง จึงพักผ่อนด้วยการมาซ้อมแบบสบายๆตามอารมณ์ ดอนขึ้น Intro เพลง How can I tell her about you33 เมื่อมาถึงท่อนที่ต้องร้องประสาน มีเจและสินี ผลัดกันร้องประสานคนละประโยค

How can I tell her about you
Girl please tell me what to do
Everything seems right whenever I'm with you
So girl won't you tell me how to tell her about you.

ฉันรักเธอ เธอรักฉัน ฉันรักหล่อน หล่อนรักฉัน ทำไงดี?
เธอจ๋าเธอ ช่วยฉันด้วย
ฉันจะบอกหล่อนยังไงดี
ว่าฉันมีเธอและหล่อนปนหัวใจ

เสียงต่ำทุ้มของดอนที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นคง กลายเป็นสะท้อนไหว เสียงร้องประสานของสองสาว สั่นเครือ ดวงตาทั้งหกดวงแหวกว่ายอยู่ในม่านน้ำตา

 

 

บรรณานุกรม

  1. CRP Capacity Requirement Planning: วิธีการในการวางแผนให้กำหนดการในการนำวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องใช้ในการผลิตสอดคล้องกับกำลังการผลิตที่โรงงานมีอยู่
  2. มันยัง In ในหัวใจ: จากเพลงรักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ขับร้องโดย ติ๊ก ชีโร่
  3. อาบเหงื่อต่างน้ำ: จากหนังสือ ฮิวเมอริสต์ เบ่ง หน้า 175
  4. ถ้ายอมไม่เป็น มันก็เย็นไม่ได้: คำเทศนาของพระพยอม กัลยาโณ
  5. CEO: Chief Executive Officer ผู้บริหารระดับสูง
  6. อย่าจู่ลู่วู่วาม: จากหนังสือนายขนมต้ม โดย คมทวน คันธนู
  7. ถามด้วยความห่วงใย ไม่ได้ดูถูกเธอ: จากเพลง ยังยิ้มได้ ขับร้องโดย พลพล พลกองเส็ง
  8. จากเพลง Pretty Blue Eyes by Steve Lawrence
  9. ตำรา: จากหนังสือ Operation Management by Jay Heizer and Barry Render. ในบท 12 ABC Analysis
  10. Dead stock: สินค้าเก่าเก็บ อาจเป็นสินค้าที่เสียหรือสินค้าดีที่ตกรุ่นขายไม่ได้เก็บไว้ในคลังสินค้าเป็นเวลานานแล้ว
  11. ย่านโคมแดง Red light district: เป็นย่านที่มีซ่องโสเภณี
  12. The Boxer: เพลงที่ Paul Simon แต่งและขับร้องคู่กับ Art Garfunkel ในปี พ. ศ. 2511
  13. “ลำใยเป็นน้องของระยำ”: วาทศิลป์ของอาจารย์ วิรัตน์ โสฬสรัตนพร
  14. คนที่กินเหล้าใน Pub ที่ให้ลูกค้ากินเหล้าจนเสียสติก็ยังได้ ถ้าไม่หนำใจว่าสติของตัวเองเมื่อก่อนจะกินก็แย่พออยู่แล้ว: จากหนังสือไฉไลเป็นบ้า หน้า 171 ของรงค์ วงศ์สวรรค์
  15. โซปราโน (Soprano): เสียงสูงของผู้หญิง นางเอกโอเปรามักร้องแนวนี้

อาลโต (Alto) เสียงต่ำของผู้หญิง มักมีลักษณะอบอุ่น ในโอเปรา คนที่ร้องแนวเสียงนี้มักเล่นเป็นแม่ หรือราชินี (บางทีก็รวมไปถึงแม่มด)
เตเนอร์ (Tenor) เสียงสูงของผู้ชาย ตัวละครเจ้าชายหรืออัศวิน (พูดง่ายๆคือพระเอก) จะร้องด้วยเสียงระดับนี้
เบส (Bass) เสียงต่ำผู้ชาย มักเป็นเสียงของพระราชาหรือพ่อในละครโอเปรา
เมซโซ โซปราโน (Mazzo Soprano) เสียงกลางของผู้หญิง

  1. Harmony and countermelody:

Harmony: เสียงประสานคือสองหรือสามเสียงที่ดังร่วมกันแล้วให้ความรู้สึกน่าพอใจ ใช้เป็นเสียงที่ทำหน้าที่ตัวประกอบ background ในขณะที่เล่นหรือร้องทำนองหลักของเพลง
countermelody: คือโน้ตเพลงที่จัดลำดับต่อเนื่องกันเป็นทำนองเพลง เขียนขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่พระรองเล่นไปพร้อมกับทำนองหลักของเพลง

  1. แนว Guitar classic: เป็นเทคนิคการเล่น Guitar ที่มือขวาครอบคลุมการเล่นอย่างกว้างขวาง โดยคนเล่นเดี่ยวจะเล่นให้เกิดหลายเสี่ยงที่ซับซ้อนพร้อมกันอย่างไพเราะ คล้ายการเล่น Piano

 

 

store8.jpgประวัติผู้เขียน

อภิวัธน์ จันทร์จรุงภักดิ์ ปริญญาตรี วิศวกรรมอุตสาหกรรมโรงงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2516, บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา 2552 ภาคีอุตสาหการ วสท. ใบประกอบวิชาชีพ เลขที่ สอ. 339
ประสบการงาน:
2517– 2518 วิศวกรในโรงงาน และหัวแผนกวางแผน และควบคุมการผลิต The Lion Fat and Oil (Thailand) Co., Ltd.
2521- 2531 Project manager ในการสร้างโรงผงซักฟอก เปาบุ้นจิ้น เป็นผู้จัดการโรงงาน ศรีราชาไลอ้อนอินดัสตรี (เปาบุ้นจิ้น) และผู้จัดการโรงงาน Eastern Silicate Co., Ltd.
2531 ถึง ปัจจุบัน เป็นรองกรรมการผู้จัดการ Family Gloves Co., Ltd. ผลิตและจำหน่ายถุงมือ
2534 ถึงปัจจุบัน เป็นกรรมการ Thai Arai Co., Ltd. ผลิต และจำหน่ายชิ้นส่วนจักรยานยนต์
ในระหว่างนี้ ยังเป็นกรรมการ Molten (Thailand) Co., Ltd. บริษัทผลิตลูกบอลกีฬา 22ปี
เป็นกรรมการ Thai Kobashi Co., Ltd. ผลิต และจำหน่ายกล่องกระดาษลูกฟูก 21ปี
เป็นกรรมการ Eastern Thai Consulting 1992 Co., Ltd. บริษัทบำบัดน้ำเสีย และอากาศเสีย 21ปี
เป็นกรรมการ Thai Cubic Technology Co., Ltd. บริษัทเคลือบลายลงบนสินค้าต่างๆ เช่นชิ้นส่วนรถยนต์, Furniture etc. 17ปี
เป็นรองกรรมการผู้จัดการบริษัท Molten Asia Polymer Products ผลิต และจำหน่ายชิ้นส่วนรถยนต์ 16ปี
งานด้านการสอน:
2537 ถึงปัจจุบัน เป็นวิทยากรที่สถาบันส่งเสริมเทคโนโลยี ไทย– ญี่ปุ่น ในวิชา Entrepreneurial Manager, Master Production Scheduling, Rough cut capacity planning, and Inventory management, Material Requirement Planning and Capacity Requirement planning, และ Scheduling and Control for Make to Order and Make to Stock, เป็นต้น
2543 ถึงปัจจุบัน เป็นวิทยากรรับเชิญ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในหลักสูตร Packaging Glossary

Free business joomla templates