HomeArticlesบทความเรื่อง: ปัญหาด้านตลาดแรงงานวิชาชีพเทคโนโลยีระดับสูง

บทความเรื่อง: ปัญหาด้านตลาดแรงงานวิชาชีพเทคโนโลยีระดับสูง

สถานภาพปัญหาตลาดงานที่ปรึกษาแนะนำ ทางเทคโนโลยีวิศวกรรม
ของ ประเทศไทย
โดย ดร. ชวลิต ทิสยากร
Valued IEEE Senior Member for 30years& วุฒิสมาชิกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

บทคัดย่อ บทความนี้ จะกล่าวถึงประเด็นปัญหาด้านวิชาชีพเทคโนโลยีระดับสูง (HiTech) ที่เป็นพื้นฐานโดยตรงของนักคณิตศาสตร์ และนักสถิติ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ และวิศวกร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาตลาดงานที่ปรึกษาแนะนำด้านเทคโนโลยีวิศวกรรม ของ ประเทศไทย ตามที่ กระทรวงการคลัง ได้จัดแบ่งสาขางานที่ปรึกษาไทยไว้รวม 15 พื้นที่งาน โดย บทความนี้ จะกล่าวถึงเพียงสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานเทคโนโลยีโดยตรงเท่านั้น

1. ที่มาที่ไป ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา ประเทศไทย มี คณะวิศวกรรมศาสตร์ เพียงแห่งเดียว ที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยมูลเหตุแห่งความเจริญของบ้านเมืองในสมัยนั้น ที่จำเป็นจะต้องมีมหาวิทยาลัยเชิดหน้าชูตาไว้เป็นเกียรติของประเทศชาติ อย่างไรก็ดี แผนแม่บทการจัดตั้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสมัยรัชกาลที่ห้า ได้ระบุไว้ว่า ให้จัดตั้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขึ้น เพื่อการศึกษาค้นคว้าวิจัยหาองค์ความรู้ใหม่ๆสู่ประเทศชาติ แล้วให้นำเอาความรู้ที่ได้จากงานวิจัยเหล่านี้มาอบรมสั่งสอนนักศึกษาไทยในระดับอุดมศึกษา โดยจัดสอบเทียบให้เป็นที่แตกต่างจากระดับการศึกษาพื้นฐานที่มีอยู่เดิมในประเทศไทย แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ภายหลังการจัดตั้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขึ้นแล้ว แผนแม่บทการจัดตั้งมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกันกับวัตถุประสงค์ข้อแรกแต่อย่างใด

ประมาณสามสิบปีหลังนี้ รัฐบาลไทยได้ผลักดันให้เกิดการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสาขาต่างๆขึ้นรวมกว่า 30 แห่ง ในเวลาไล่เรี่ยกันก็ยังมีมติ ครม. ให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดจ้างงานที่ปรึกษาให้แก่มหาวิทยาลัยของรัฐได้โดยไม่ต้องมีการประกวดราคาแข่งขันกันแต่อย่างใด

ยิ่งไปกว่านี้ ในสองปีหลัง รัฐบาลได้พยายามผลักดันกฎหมายใหม่ ให้มหาวิทยาลัยของรัฐเป็นอิสระในการบริหารจัดการตนเองได้มากขึ้น แต่มีมาตรการให้มหาวิทยาลัยเหล่านี้ต้องเสาะแสวงหารายได้จุนเจือตนเอง ทำให้คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยต่างก็ต้องดิ้นรนเสาะหางานจากภายนอกมากขึ้นเพื่อการเพิ่มพูนรายได้ให้แก่มหาวิทยาลัยของตนเอง

2. ที่เกิดแห่งปัญหา อันที่จริงแล้ว มหาวิทยาลัยต่างๆในสากล ได้รับการจัดแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ: Teaching University และ Research University ซึ่งมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันอย่างมากมาย สำหรับในประเทศไทยนั้น ปัจจุบันมหาวิทยาลัยทางเทคโนโลยีทั้งหมดจัดอยู่ในประเภท Teaching University นั่นคือ ในปัจจุบัน ประเทศไทย ยังไม่มี Research University แต่อย่างใด

จึงเกิดมีคำถามขึ้นว่า Research University นั้นเป็นอย่างไร?? คุณสมบัติที่สำคัญของ Research University ทางเทคโนโลยี ยกตัวอย่าง ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นดังนี้:

1. คณาจารย์ทั้งหมดต้องจบปริญญาเอกระดับ Ph.D.- Doctor of Philosophy เท่านั้น แม้กระทั่งจะจบ Doctor of Engineering ก็ไม่ได้ เพราะนิยามของคำว่า Ph.D. หมายถึงว่าเป็นผู้ได้รับการฝึกหัดให้สามารถทำวิจัยค้นคว้าแก้ปัญหาที่ยังไม่เคยมีใครค้นคิดมาก่อนได้ด้วยตนเองอย่างมีหลักการ และอย่างมีเหตุผลทางเทคโนโลยี ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลานานสี่ถึงห้าปี ด้วยวัตถุประสงค์ให้ผู้จบ Ph.D มีประสบการณ์พื้นฐานเพียงพอแก่การทำวิจัยต่อไปในอนาคตได้ ส่วน Doctor of Engineering นั้น เพียงสามารถศึกษาแก้ปัญหาขนาดใหญ่ในโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ระยะเวลานานเพียงสองถึงสามปีเท่านั้น ด้วยวัตถุประสงค์ให้สามารถรองรับปัญหาหน้างานในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้เท่านั้น

2. คณาจารย์ทั้งหมด ต้องได้รับการรับรองจากสมาคมอาชีพในระดับสากล เช่น IEEE โดยอย่างน้อยอาจารย์ทุกคนจะต้องได้รับการรับรองจากสมาคมอาชีพว่าอยู่ในระดับ Senior Member ขึ้นไป

3. งานหลักของ คณาจารย์ ใน Research University มิได้อยู่ที่การเรียนการสอน แต่จะอยู่ที่การมุ่งเน้นค้นคว้างานศึกษาวิจัยในประเด็นปัญหาที่ยังไม่เคยมีใครค้นคิดมาได้ก่อน ส่วนด้านการเรียนการสอนนั้นเป็นงานรอง ที่ Teaching University สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว

4. ผลงานวิจัยค้นคว้าของคณาจารย์จะต้องได้รับการพิจารณานำลงตีพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสารต่างๆ ว่าเป็นผลงานวิจัยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครค้นคิดมาก่อน

5. Research University มุ่งเน้นที่ด้านการศึกษาค้นคว้าวิจัยประเด็นปัญหาใหม่ๆที่ยังไม่เคยมีใครคิดมาได้ก่อนแล้ว เพื่อเป็นทุนทางปัญญาของประเทศ (Research Assets) ทำให้การวัดระดับความแข็งแกร่งของมหาวิทยาลัยอยู่ที่การวัดผลงานค้นคว้าวิจัยเป็นเกณฑ์สำคัญ ส่งผลให้มหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งของประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในลำดับที่ 200 ทางด้านเทคโนโลยี ของ ทวีปเอเชีย และหากมีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีทั้งโลกแล้ว มหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยน่าจะตกอยู่ในอันดับที่ 4,000 ได้อย่างง่ายดาย

6. Research University จะต้องมีเงินทุนสำรองสำหรับการค้นคว้าวิจัยเป็นจำนวนมากมหาศาล ตัวอย่างเช่น Texas A&M University ต้องระดมทุนสำรองมหาวิทยาลัยเป็นเงินฝากประจำไว้มากถึง ห้าแสนล้านบาท และ MIT ที่ได้รับการจัดให้เป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีอันดับหนึ่งของโลกนั้น ก็มีเงินทุนสำรองมหาวิทยาลัยไว้สูงถึง หนึ่งล้านล้านบาท (10 ยกกำลัง 12) เป็นต้น โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเลือกให้การสนับสนุนเพียงบางมหาวิทยาลัยเท่านั้น ที่จะให้สามารถพัฒนาสถานภาพของตนเองเข้าสู่ระดับ Research University ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อการสั่งสมทุนทางปัญญาของประเทศ เพื่อการเพิ่มขีดความสามารถเชิงแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อความเชิดหน้าชูตาไว้เป็นเกียรติของประเทศชาติเป็นสำคัญ สำหรับมหาวิทยาลัยโดยส่วนใหญ่ที่เหลือ รัฐบาลก็จำเป็นจะต้องรักษาสถานภาพไว้เพียงระดับ Teaching University

7. Research University จะต้องมีห้องสมุดเทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีขนาดใหญ่ในระดับแข่งขันระหว่างประเทศ ตัวอย่างเช่น ในรอบ 40ปีที่ผ่านมา Texas A&M University ได้ปรับปรุง และขยายห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่มากของสหรัฐอเมริกาขึ้นไปอีกหลายสิบเท่า ในชณะที่ ห้องสมุดเทคโนโลยี ที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับมีขนาดเล็กลง??!!

8 ในปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ ว่าขีดความสามารถด้านการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจในระดับประเทศ (Countrywise Competitiveness) นั้น ขึ้นอยู่กับกลจักรสำคัญที่ว่า ใครจะมีเทคโนโลยีระดับสูงอยู่ในมือมากกว่ากัน?? จึงตกเป็นคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของแต่ละประเทศ ที่จะต้องมีขีดความสามารถด้านงานวิจัยสูงตามไปด้วย โดยมีการวัดระดับเทคโนโลยีในสองทิศทางด้วยกัน คือ: จำนวนบทความวิจัยที่ได้รับการพิจารณาให้นำลงตีพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสารระดับแนวหน้าของโลก เช่น: IEEE หรือ ASME เป็นต้น และจำนวนลิขสิทธิ์ (Patent) ที่ได้รับการจดทะเบียนในแต่ละประเทศ

ข้อควรระวังก็คือ นับเป็นความเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง ที่ NESDB หรือ สภาพัฒน์ เข้าใจว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่จะซื้อหากันได้ง่ายๆ การซื้อหาผลิตภัณฑ์ HiTech ในราคาแพงนั้น อาจทำได้ชั่วคืน ตัวอย่างเช่นที่คนไทยแย่งกันจองซื้อรถเบนซ์จากประเทศเยอรมันนีในงานโมเตอร์โชว์ จำนวน กว่า 3,000 คัน ในเวลา 72 ชั่วโมง เมื่อปี 2539 นั้น ย่อมทำได้หากมีเงินเหลือใช้พอ แต่การที่คนไทยจะเรียนรู้เทคโนโลยีการออกแบบ เทคโนโลยีการผลิต ตลอดจนถึงเทคโนโลยีการซ่อมบำรุงรถยนต์คุณภาพสูง และมีเทคโนโลยีลึกล้ำวิ่งได้เร็วเกือบ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอย่างเช่นรถเบนซ์นั้น จะต้องใช้ระยะเวลาการเรียนรู้ และได้รับการยินยอมถ่ายทอดจากเจ้าของเทคโนโลยีติดต่อกันนานหลายสิบปี การที่เอกชนไทยสามารถซื้อโรงงานผลิตอาหารใหญ่ที่สุดในโลก หรือสามารถซื้อบริษัทออกแบบดาวเทียมทันสมัยที่สุด ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา ได้นั้น มิได้หมายถึงว่าประเทศไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีก้าวหน้าเหล่านั้น เพราะเหตุว่าผู้เป็นเจ้าของ KnowHow หรือเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเหล่านั้น ยังเป็นคนต่างชาติที่ทำมาหากินอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีระดับสูงเหล่านั้น ซึ่งพร้อมที่จะลาออกไปหางานที่ให้รายดีกว่าได้ทุกเมื่อ ส่วนบริษัทเอกชนไทยนั้น เป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายใหญ่เท่านั้น

ต่างกันกับประเทศญี่ปุ่น หรือเกาหลี ที่ไปลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น เขาได้นำเอา Know How ที่เป็นคนญี่ปุ่นของเขาเองเข้าไปดำเนินกิจการในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้เพียงแรงงานอเมริกันเท่านั้น ซึ่งประเทศญี่ปุ่นก็พร้อมที่จะย้ายฐานการผลิตของตนไปยังประเทศอื่นใดก็ได้ตามต้องการ

8. เนื่องจากภารกิจหลักของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเป็นงานศึกษาค้นคว้าวิจัยประเด็นปัญหาใหม่ๆที่ยังไม่เคยมีใครค้นคิดมาได้ก่อน เพื่อเป็นทุนแห่งปัญญาในระดับประเทศ งานที่ปรึกษาแนะนำในระดับอุตสากรรม จัดเป็นงานศึกษาเบื้องต้น (Study Projects) ซึ่งง่ายกว่างานวิจัยเป็นสิบเท่า จึงตกเป็นภารกิจของที่ปรึกษา (Consultants) ที่จะติดตามเรียนรู้จากแหล่งอุตสาหกรรมที่ทันสมัยเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้แก่วงการอุตสาหกรรมไทย

3. ผลกระทบต่อประเทศชาติ และต่อตลาดงานที่ปรึกษาแนะนำ ของ ประเทศไทย การที่มหาวิทยาลัยต่างๆในประเทศไทยพากันหอบเอางานที่ปรึกษา จากหน่วยงานราชการโดยไม่ต้องมีการประกวดราคาแข่งขัน จึงก่อให้เกิดผลกระทบในระกับประเทศพร้อมๆกันถึงสองประการ คือ:

1. ประเทศชาติไม่อาจพัฒนาในการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจได้โดยสมบูรณ์ เนื่องจากขาดแคลนผลงานค้นคว้าวิจัยที่เป็นทุนทางปัญญาของแต่ละประเทศ ซึ่งต้องการระยะเวลาสั่งสม (Research Assets) เหล่านี้ติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนานอีกด้วย (NonDisturbance Continuing Accumulation)

โดยปรกติแล้วการถ่ายทอดระดับเทคโนโลยีที่ลึกซึ้งเช่นนี้ จะสืบทอดจากเทคโนโลยีระดับอวกาศ เข้าสู่เทคโนโลยีระดับอุตสาหกรรม และเข้าสู่เทคโนโลยีระดับครัวเรือนในที่สุด จึงมีความจำเป็นที่มหาวิทยาลัยต่างๆในประเทศไทย จะต้องลงทุนลงแรงทำวิจัย เพื่อให้ได้มาซึ่งทุนแห่งปัญญาสำหรับการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปได้ด้วยกำลังของตนเอง (Self Sustained Economy) ที่เรียกว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง

และโดยปรกติแล้ว การวัดระดับผู้ทรงภูมิปัญญาแห่งเทคโนโลยี จะนับลำดับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากนักคณิตศาสตร์ เข้าสู่นักวิทยาศาสตร์ เข้าสู่วิศวกร และเข้าสู่นักเทคโนโลยี (ปริญญาตรี ที่ปรับฐานความรู้จาก ปวช. และ ปวส. ซึ่งมีวิธีการเรียนการสอนที่แตกต่างจากระดับวิศวกรอย่างมากมาย) เป็นอันดับสุดท้าย

2. เกิดผลกระทบต่อตลาดงานที่ปรึกษาไทย ซึ่งเป็นงานของเอกชนโดยตรง เนื่องจากในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้พากันจัดตั้งศูนย์เชี่ยวชาญวิชาการเทคโนโลยีในสาขาต่างกันขึ้นมหาวิทยาลัยละสิบสาขาวิชา ทำให้ ประเทศไทย เกิดศูนย์เชี่ยวชาญเทคโนโลยีที่ออกมาให้บริการด้านงานที่ปรึกษา (Consultant) กันอย่างกว้างขวางรวมได้หลายร้อยศูนย์เชี่ยวชาญทั่วประเทศไทยโดยที่ไม่ต้องมีการประกวดราคา ทำให้เกิดความอ่อนแอด้านการแข่งขันกันภายในประเทศอีกด้วย (InLand Competitiveness) ซึ่งจะเป็นผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ตลอดจนถึงคุณภาพงานที่ปรึกษาของประเทศไทยในระยะยาว

ถึงแม้ว่าในอดีต ศูนย์เชี่ยวชาญในบางมหาวิทยาลัย ของ ประเทศไทย จะมีนโยบายการนำที่ปรึกษาอิสระจากภายนอกมหาวิทยาลัย (FreeLance) เข้ามาร่วมปฏิบัติภารกิจในโครงการศึกษาค้นคว้า (Study Projects) ด้วยกึ่งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งในการให้คำปรึกษาแนะนำแก่วิสาหกิจไทยได้อย่างมีคุณภาพ เนื่องจากโดยพื้นฐานส่วนหนึ่งด้านการเรียนการสอนของคณาจารย์มหาวิทยาลัยได้ทำให้เกิดความรู้ และความชำนาญด้านทฤษฎี แต่อาจจะยังขาดความเข้าใจ หรือความชำนาญด้านปฏิบัติในโรงงานอุตสาหกรรม ในขณะที่ที่ปรึกษามืออาชีพก็มักจะมีทักษะความชำนาญในทิศทางตรงกันข้าม การคละกันเข้าเป็นคณะที่ปรึกษา ในลักษณะดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บ่อยครั้ง คณาจารย์อาวุโสมักจะได้รับภารกิจในตำแหน่ง QA- Quality Assurance นั้น ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งผลดีต่องานพัฒนาโครงการต่างๆของวิสาหกิจไทยได้เป็นอย่างดียิ่ง

แต่ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็มิได้คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณารับงานที่ปรึกษาจากทางราชการแต่อย่างใด จึงส่งผลเสียต่อคุณภาพงานที่ปรึกษาไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยบางแห่งกลับรับงานที่ปรึกษาไทยในลักษณะตัดตอน (SubContract) คือมหาวิทยาลัยเป็นเพียงผู้ลงนามเป็นคู่สัญญา (Contractor) กับทางราชการ แล้วนำมาปล่อยต่อให้กับบริษัทเอกชนเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด โดยที่มหาวิทยาลัยเป็นเพียงผู้ชักหัวคิวค่าลิขสิทธิ์นายหน้าในสัญญาฉบับดังกล่าว ตั้งแต่ 10% ถึง 30% แล้วแต่ระดับชื่อเสียงของแต่ละมหาวิทยาลัย เช่นนี้แล้ว ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง ต่อทั้งคุณภาพงานที่ปรึกษาไทย ต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการในระดับโครงการ (Project Management) และต่อประสิทธิภาพดำเนินกิจการที่ปรึกษาไทยอีกด้วย ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติโดยรวมในระยะยาวอย่างแน่นอน เพราะการชักหัวคิวนั้นเป็นวิสัยของพ่อค้าวานิช มิได้ต้องการความรู้ของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่พึงมีแต่ประการใด

4. บทสรุป ด้วย ประเทศไทย ยังไม่มีการทำวิจัย (Research Activities) ที่แท้จริง รัฐบาล จึงมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2548 ให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจจัดสรรผลกำไรจำนวน สามเปอร์เซ็นต์ เข้าเป็นเงินทุนทำวิจัยให้แก่ประเทศชาติ จึงสมควรที่รัฐบาลจะดำเนินมาตรการติดตามผลักดันให้เกิดการทำวิจัยอย่างแท้จริง ด้วยการจัดทำผังวิจัยในระดับประเทศ (National Research Strategic Plan) เพื่อประโยชน์ในระยะยาวของประเทศไทยสืบไป

บทความนี้ ได้กล่าวถึงความสำคัญของ Research University ที่มีความจำเป็นในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในเชิงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (CountryWise Competitiveness) ซึ่งขึ้นอยู่กับทุนทางปัญญา (Research Assets) ที่แต่ละประเทศจะต้องพยายามลงทุนสั่งสมเทคโนโลยีระดับสูงให้มีอยู่ในมือมากที่สุด อย่างไรก็ดี การพัฒนา Research University นั้น ต้องการเงินลงทุนที่สูงมากเช่นกัน ประเทศที่มีความร่ำรวยทางเศรษฐกิจเท่านั้นที่จะสามารถสร้าง Research University ให้เกิดมีขึ้นได้เพียงไม่กี่แห่ง มหาวิทยาลัยโดยส่วนใหญ่จึงยังต้องคงสถานภาพไว้เพียงระดับ Teaching University ในกรณีเช่นนี้ ผู้เขียนเห็นว่า รัฐบาลควรพิจารณายกเลิกมติ ครม. ฉบับเมื่อสามสิบปีที่แล้วเพื่อเปิดให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเสรีในตลาดที่ปรึกษาไทย จึงจะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตลาดเทคโนโลยีของคนไทยได้อย่างแท้จริง

5 ข้อเสนอแนะ หากแม้นว่า มหาวิทยาลัยต่างๆของประเทศไทย ยังไม่มีความพร้อมในด้านงานทำวิจัยที่ต้องการเงินทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมากจากทั้งจากภาครัฐ และเอกชน ทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องคงสถานภาพความเป็น Teaching University ไว้โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้เขียนก็เห็นว่า รัฐบาลควรพิจารณายกเลิกมติ ครม. ฉบับเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ที่เปิดช่องให้มหาวิทยาลัยต่างๆของรัฐสามารถรับงานที่ปรึกษาจากหน่วยงานภาครัฐได้โดยไม่ต้องมีการประกวดราคา เพื่อเปิดให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเสรีในตลาดที่ปรึกษาไทย เพื่อให้คณาจารย์ด้านเทคโนโลยีมีโฮกาสเสาะแสวงหาความรู้ด้านปฏิบัติการ (Real World Problems) และเพื่อให้ Teaching University ในประเทศไทย มีขีดความสามารถในเชิงแข่งขันอย่างแท้จริง เนื่องจากผู้เขียนเล็งเห็นว่านโยบายตามมติ ครม. ฉบับดังกล่าวทำให้เกิดการกระทบในแง่ลบต่อผลประโยชน์ระดับประเทศในหลายๆด้านดังกล่าวแล้ว อีกทั้งยังเกิดความไม่เป็นธรรมในตลาดงานที่ปรึกษาแนะนำด้านเทคโนโลยีวิศวกรรม ของ ประเทศไทย อีกด้วย

Free business joomla templates