HomeEIT Anouncementอบรม การใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายความร้อนอินฟราเรด

บทสัมภาษณ์ รศ.ดร.ครรชิต มาลัยวงศ์ วิศวกรดีเด่น51

บทสัมภาษณ์ รศ.ดร.ครรชิต มาลัยวงศ์
ประธานกรรมการสถาบันวิทยาการสารสนเทศ

M51.jpg

วสท. : ขอเริ่มต้นด้วยประวัติการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ และประวัติการทำงาน
ของท่านคร่าวๆ


รศ.ดร. ครรชิต : ผมสำเร็จศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2507 โดยได้ศึกษาในภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ต่อมาผมก็ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมโครงสร้าง ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และในปี พ.ศ. 2510    และศึกษาต่อปริญญาเอกขณะเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ AIT เช่นเดียวกันและจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2520 ก่อนที่จะจบก็ดำรงตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าศูนย์คอมพิวเตอร์ของ AIT  หลังจากจบปริญญาเอกแล้ว  ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์และรองศาสตราจารย์
ต่อมาได้มาอยู่ที่ NECTEC แล้วย้ายมาเป็นผู้อำนวยการศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ  หรือ TIAC  เป็นรองผู้อำนวยการ สวทช. หรือสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่กำกับดูแล NECTEC อีกต่อหนึ่ง
พอใกล้เกษียณอายุผมก็ลาออกจาก สวทช. ไปเป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่มบริษัทไอซีซี อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด มหาชน  ปัจจุบันรักษาการนายกสภามหาวิทยาลัยศรีปทุม อุปนายกสภามหาวิทยาลัยนอร์ทเชียงใหม่ กรรมการสภามหาวิทยาลัยเอเชียน และกรรมการสภามหาวิทยาลัยรังสิต   งานอื่น ๆ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลก็มี เป็นกรรมการตาม พรบ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ, กรรมการตาม พรบ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ,  กรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ (คตป.) ซึ่งในคณะกรรมการชุดนี้ ผมได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการกลุ่มจังหวัดตะวันออกเฉียงเหนือ  หน้าที่ก็คือการกำกับดูแลการตรวจสอบภายใน การควบคุมภายใน และการปฏิบัติงานตามภาระหน้าที่ที่ให้คำรับรองไว้อีกต่อหนึ่งครับ 
 ปัจจุบันนี้ผมยังเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชา Introduction to CMMI  ซึ่งเกี่ยวกับ Process Model ชื่อ Capability Maturity Model Integration ซึ่งผู้ที่จะเป็นอาจารย์สอนวิชานี้อย่างเป็นทางการได้ต้องได้รับอนุญาตจาก สถาบันวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ของมหาวิทยาลัย คาร์เนกี เมลลอน ในพิตตสเบิรก สหรัฐอเมริกา  CMMI นั้นเป็นต้นแบบการบริหารจัดการการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ดีซึ่งขณะนี้บริษัทซอฟต์แวร์ไทยเริ่มสนใจใช้กันมากขึ้น   นอกจากเป็นอาจารย์แล้ว ผมยังเป็นผู้ประเมินบริษัทว่าทำงานได้มาตรฐานตามโมเดลนี้หรือไม่ด้วย

วสท. : ดังเป็นที่ทราบกันดี ว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์, การสื่อสาร, ตลอดจนถึงเทคโนโลยีการประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์ในวงการธุรกิจอุตสาหกรรม, ได้เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว  ท่านเห็นว่านักคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย ควรจะมีการเตรียมความพร้อมต่อวิชาชีพคอมพิวเตอร์ทั้งในปัจจุบัน และ อนาคตเช่นไร?

รศ.ดร. ครรชิต : ประเทศไทยนั้นใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อย่างสิ้นเปลืองมาก   ไม่ว่าโลกพัฒนาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อะไรออกมาใช้   คนไทยเป็นต้องหาซื้อมาทดลองทั้งนั้น   แต่ไม่ได้ซื้อมาใช้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวนัก  เพราะระดับการประยุกต์ไอซีทีของไทยยังค่อนข้างล้าหลังกว่าประเทศอื่น ๆ  มีแต่เพียงอุปกรณ์เท่านั้นที่ทันสมัย   เมื่อเป็นเช่นนี้นักคอมพิวเตอร์ควรจะระดมความคิดกันและช่วยกันกำหนดสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้สำหรับวงการวิชาชีพคอมพิวเตอร์ไทย:
• จริยธรรมของนักคอมพิวเตอร์   เรื่องนี้เราค่อนข้างจะละเลยมาก  มีนักคอมพิวเตอร์หลายคนที่ไม่มีจริยธรรม  ไม่ว่าทั้งในด้านการขายหรือการพัฒนาระบบ  คือเที่ยวหลอกขายอุปกรณ์และระบบที่ใช้งานไม่ได้แก่หน่วยงานห้างร้านต่างๆ   รวมทั้งการที่ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในการหลอกลวงด้วยประการต่าง ๆ  และการโจรกรรมทั้งทรัพย์สินและข้อมูล
• หัวข้อองค์ความรู้พื้นฐานด้านวิชาการที่นักคอมพิวเตอร์จะต้องรู้และมีความสามารถจริง   ปัจจุบันนี้คนที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นก็อาจจะอ้างว่าเป็นนักคอมพิวเตอร์ได้ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้พื้นฐานวิชาการเลย  เรื่องนี้เป็นอันตรายเพราะหากนักวิชาการโดยตำแหน่งไม่มีความรู้ทางวิชาการจริงแล้ว   การพัฒนางานคอมพิวเตอร์ก็จะล้มเหลว
• ทิศทางการพัฒนานักคอมพิวเตอร์ไทยในอนาคต  เราจำเป็นจะต้องระดมสมองกันว่าเราต้องการนักคอมพิวเตอร์ด้านใด  และด้านนั้นต้องมีความรู้อะไร  ปัจจุบันนี้เราปล่อยให้สถาบันการศึกษาเป็นผู้กำหนดและเปิดสอนหลักสูตรและวิชาต่าง ๆ  แต่สิ่งที่เปิดสอนนั้นอาจจะไม่ใช่ทิศทางที่เราต้องการก็ได้   นักคอมพิวเตอร์ไทยควรจะรวมตัวกันเรียกร้องให้สถาบันการศึกษาเปิดหลักสูตรที่เราขาดแคลนบุคลากร  รวมทั้งจัดหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นเพื่อให้นักคอมพิวเตอร์ปัจจุบันตามทันยุคสมัยได้
• มาตรฐานวิชาชีพคอมพิวเตอร์ไทย   ความจริงแล้ววิชาการคอมพิวเตอร์ยังไม่ได้รับการกำหนดให้เป็นวิชาชีพควบคุม หรือ professional  เหมือนวิชาการเช่น วิศวกรรมศาสตร์, แพทย์ศาสตร์, บัญชี, ทนายความ, ผู้ตรวจสอบบัญชี  วิชาการที่กล่าวถึงนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของชีวิตและทรัพย์สิน   แต่เรายังไม่สามารถกล่าวอ้างได้ว่าวิชาการคอมพิวเตอร์เกี่ยวข้องกับเรื่องทำนองนี้  และอาจจะยังไม่สามารถผลักดันให้วิชาการคอมพิวเตอร์เป็นวิชาชีพควบคุมได้   แต่เราก็ต้องช่วยกันระดมสมองและพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป
• นักคอมพิวเตอร์ไทยควรรวมตัวกันให้เป็นปึกแผ่นมากกว่านี้   จริงอยู่เรามีสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์  แต่นักคอมพิวเตอร์ไทยก็ไม่สนใจสมัครเป็นสมาชิก   และไม่สามารถสร้างผลงานให้แก่วงการคอมพิวเตอร์ไทยได้ 
• มาตรฐานการศึกษา   นักคอมพิวเตอร์ไทยต้องช่วยกันขจัดสถาบันการศึกษาที่เป็นเหลือบในเมืองไทย   ขณะนี้มีสถาบันจำนวนมากที่เปิดสอนวิชาการด้านไอซีทีที่ไม่มีคุณภาพ  

วสท. :  ท่านเห็นด้วยหรือไม่ กับประสบการณ์ IEEE ในระดับสากลที่ว่า  นักคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่  ที่จบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยแล้วนั้น  ยังขาดความรู้พื้นฐานด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่เพียงพอแก่การประกอบวิชาชีพคอมพิวเตอร์อย่างมีคุณภาพได้

รศ.ดร. ครรชิต : เรื่องนี้ผมเห็นด้วย  ผมได้กล่าวมาแล้วว่าสถานศึกษาของไทยหลายแห่งที่ผลิตบัณฑิตที่คุณภาพยังไม่ถึงขั้น   จบมาแล้วก็ใช้งานไม่ได้   บัณฑิตที่จบปริญญาตรีคอมพิวเตอร์บางคนเขียนโปรแกรมไม่เป็นด้วยซ้ำ    เรื่องนี้ผมเห็นว่ามีประเด็นที่เกี่ยวข้องสองด้านดังนี้
 สถาบันการศึกษาทุกวันนี้จำเป็นจะต้องหารายได้จากการเปิดหลักสูตร  และหลักสูตรไอซีทีน่าจะเป็นหลักสูตรที่ทำเงินได้ดี  เพราะใคร ๆ ก็อยากเรียนสาขานี้   ดังนั้นก็เลยเปิดหลักสูตรทางด้านคอมพิวเตอร์และไอซีทีขึ้นโดยไม่ได้ดูความพร้อมทางด้านเครื่องมือ, อุปกรณ์, และ อาจารย์ ผลก็คือความล้มเหลว
 อีกประเด็นหนึ่งก็คือ  ตัวหลักสูตรเอง  สถาบันการศึกษาส่วนมากมักจะใช้หลักสูตรมาตรฐานเช่น ของ ACM   แต่เมื่อนำมากำหนดขึ้นแล้ว  ก็ไม่สามารถจะสอนได้  เพราะอาจารย์ไม่ได้มีความรู้พอเพียง  หรือตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีไม่ทัน  เรื่องนี้มีทางแก้ง่าย ๆ คือต้องพยายามกำหนดรายละเอียดของเนื้อหาวิชาให้ชัดเจนมากกว่าหัวข้อที่กำหนดในคำบรรยายรายวิชา (Course description)
 
 
วสท. :  ได้มีความเพียรพยายามกันมานานกว่าสิบปีในประเทศไทย  ที่จะจัดระบบการสอบคัดเลือกวัดระดับความรู้  ความชำนาญ  ของนักคอมพิวเตอร์ในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่นักเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์, นักสำรวจข้อมูลคอมพิวเตอร์, นักออกแบบระบบงานคอมพิวเตอร์ฯลฯ ตลอดจนถึงการใช้งานประยุกต์คอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านเห็นว่าหน่วยงานใด น่าจะเป็นผู้รับผิดชอบในด้านนี้โดยตรง? 

รศ.ดร. ครรชิต : เรื่องนี้น่าสนใจมาก  ผมอยากจะเล่าเรื่องให้ฟังก่อนว่า  เมื่อราวสิบปีก่อนนั้นผมยังเป็นรองผู้อำนวยการ NECTEC อยู่   ผมได้ร่วมมือกับหน่วยงานสอบวัดระดับความรู้ด้านไอทีของญี่ปุ่น  เพื่อนำข้อสอบของทางญี่ปุ่นทางด้านไอซีทีมาสอบวัดระดับความรู้ของนักไอซีทีไทยบ้าง   เราเริ่มต้นด้วยการสอบโดยใช้ข้อสอบภาษาอังกฤษที่หน่วยงานของญี่ปุ่นแปลจากข้อสอบของเขามาให้เรา  ปรากฏว่ามีนักไอซีทีสนใจมาสอบเพียงร้อยคนเศษ  และสอบได้เพียง 12 คนเท่านั้น   นี่ก็แสดงว่านักไอซีทีที่ทำงานอยู่แล้วยังมีระดับความรู้ต่ำเกินมาตรฐานญี่ปุ่น
ปัจจุบันนี้  ผมคิดว่าพวกเรารู้จักการสอบวัดระดับความรู้ด้านไอซีทีกันมากแล้ว  แต่ส่วนมากเป็นความรู้ที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือซอฟต์แวร์ของบริษัทเอกชน  เช่น ไมโครซอฟต์,  ออราเคิล,  ซิสโก    การสอบวัดระดับความรู้เหล่านี้มีคำตอบให้แก่ปัญหาที่ผมยกขึ้นมาข้างต้น  นั่นก็คือ ถ้าสอบได้แล้ว  ผู้สอบก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะหางานทำและได้เงินเดือนสูง ๆ   ดังนั้นจึงเป็นที่นิยมกัน  แม้แต่มหาวิทยาลัยหลายแห่งก็สนับสนุนให้นักศึกษาของตนสอบ
 สำหรับคำถามข้างต้นนั้น   ผมขอแยกตอบเป็นสามประเด็นคือ
1. การสอบระดับความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือซอฟต์แวร์ของบริษัทเอกชน  ก็ปล่อยให้เขาดำเนินการกันไป   เราไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้
2. การสอบความรู้พื้นฐาน  ควรจัดสอบโดยสมาคมวิชาชีพ เช่น สมาคมคอมพิวเตอร์ฯ หรือถ้า วสท. จะส่งเสริมวิศวกรคอมพิวเตอร์  ก็อาจจะจัดสอบเองก็ได้
3. การสอบความรู้ด้านการจัดการโครงการ  ควรจัดสอบโดย วสท.  หรือ สภาวิศวกร  หรือ สภาไอซีที

วสท. :  ในฐานะที่ท่านเป็นสมาชิก วสท. ท่านคิดว่าสมาคมวิชาชีพ เช่น วสท. ควรจะมีบทบาทที่สำคัญอย่างไร  ต่อวิศวกรคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย?  ที่มีจำนวนประมาณ 35,000 คน ในปัจจุบัน

รศ.ดร. ครรชิต : เริ่มแรกสุด  ผมคิดว่า วสท. จะต้องนิยามขอบเขตวิชาชีพด้านคอมพิวเตอร์ หรือ ไอซีที ให้ชัดเจน  เพราะปัจจุบันนี้ยังสับสนกันอยู่มาก 
 ประการต่อมา  วสท. จะต้องเป็นผู้ผลักดันและดูแลมาตรฐานด้านไอซีที  ผมขอยกตัวอย่างว่า  วิศวกรรมโยธา ไฟฟ้า และ เครื่องกล นั้น  พอเขียนแบบออกมาแล้ว  วิศวกรทุกคนไม่ว่าจะจบจากสถาบันใดก็อ่านเข้าใจตรงกันหมด  เพราะต่างก็ใช้ไดอะแกรมที่เป็นมาตรฐานเหมือนกัน   แต่ทางด้านคอมพิวเตอร์นั้น  ถึงแม้จะมีมาตรฐานไดอะแกรม ISO กำหนดอยู่  แต่กลับไม่มีใครใช้  เพราะขาดการผลักดัน  ความจริงแล้วมาตรฐานด้านไอซีทีนั้นอาจจะมีอยู่ราวสามร้อยมาตรฐาน  ขณะนี้ทาง สมอ. ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลมาตรฐานตามกฏหมาย  ได้นำมาตรฐานที่จำเป็นมารับรองเพียงไม่กี่สิบมาตรฐานเท่านั้น   ขณะนี้มีมาตรฐานสำคัญที่น่าใช้อีกมาก  แต่ยังไม่มีใครผลักดัน  ดังนั้น วสท. ควรจะเร่งรีบดำเนินการด้านนี้
 ประการที่สาม  วสท. ควรเร่งรีบกำหนดเนื้อหาหลักสูตรไอซีทีที่มีคุณภาพ  โดยระดมนักวิชาการและอาจารย์จากภาครัฐและภาคเอกชนมากำหนดขึ้น  และกำหนดให้มีวิธีการตรวจรับรองหลักสูตรของสถาบันต่าง ๆ  (Accredit)
 ประการที่สี่  ให้ วสท. สำรวจอัตราเงินเดือนของนักวิชาชีพด้านคอมพิวเตอร์รวมทั้งวิศวกรคอมพิวเตอร์  เพื่อกำหนดอัตราเงินเดือนมาตรฐานให้เป็นที่รู้กัน  ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เงินเดือนเฟ้อมากเกินความจำเป็น  เนื่องจากขณะนี้บริษัทหลายแห่งที่ไม่ทราบอัตราเงินเดือนที่เหมาะสม  ต่างก็พยายามตั้งเงินเดือนสูง ๆ เพื่อแย่งตัวนักไอซีที  แต่เมื่อได้มาทำงานแล้วกลับทำงานได้ไม่คุ้มกับเงินเดือน   ทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจด้วย
 ประการที่ห้า  วสท. อาจจะจัดสอบวัดระดับความรู้พื้นฐานของวิศวกรคอมพิวเตอร์ก็ได้

วสท. :  ท่านคิดว่า  ในปัจจุบัน วิศวกรคอมพิวเตอร์ ในประเทศไทย จะสามารถและมีโอกาสแสดงบทบาทด้านเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทย (Countrywide competitiveness)  ได้อย่างไรบ้างหรือไม่?

รศ.ดร. ครรชิต : ผมเชื่อว่าวิศวกรคอมพิวเตอร์ไทยจำนวนมากมีความสามารถสูง   แต่การจะพัฒนาธุรกิจไอซีทีให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันทางด้านไอซีทีสูงเหนือประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคแถบนี้นั้นยังจะต้องใช้เวลาอีกมาก    ทุกวันนี้วงการคอมพิวเตอร์ของไทยประสบปัญหาและอุปสรรคสำคัญหลายด้านคือ
• ขาดอุปสงค์สำหรับสินค้าไอซีทีไทย   เช่นซอฟต์แวร์ไทยนั้นไม่เป็นที่นิยม  หน่วยงานและบริษัทห้างร้านนิยมซื้อสินค้าต่างประเทศมากกว่า   เมื่อเป็นเช่นนี้โอกาสในการพัฒนาสินค้าไอซีทีของเราจึงมีน้อย
• สินค้าไอซีทีของเรายังด้อยคุณภาพ  ประเด็นนี้ก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หน่วยงานไม่อยากซื้อสินค้าไอซีทีของไทยก็ได้  แต่เรื่องนี้เราสามารถแก้ไขได้โดยการจัดฝึกอบรมให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ
• เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว  และยังมีหลายแพลตฟอร์ม  การผลิตสินค้าไอซีทีสำหรับแพลตฟอร์มเดียวก็จะมีตลาดแคบ   ส่วนการที่จะผลิตให้สามารถใช้ได้หลายแพลตฟอร์มก็ต้องลงทุนมาก   และอาจจะไม่มีความสามารถเพียงพอ   เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น  ก็ต้องเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์อีก  ซึ่งล้วนต้องใช้คนที่มีความรู้และมีค่าใช้จ่ายสูง
• สำหรับผลิตภัณฑ์ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์นั้น  เราขาดอุตสาหกรรมต้นน้ำ  เช่น การออกแบบชิป, การผลิตชิป, การผลิตวงจรขนาดเล็ก, ฯลฯ   การที่ไทยเราสามารถก้าวสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ได้นั้น  ที่สำคัญคือเรามีอุตสาหกรรมต้นน้ำที่เกี่ยวข้องมานานแล้ว  เช่น โรงกลึง  โรงหล่อ ฯลฯ  แต่ทางด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เราไม่มี  อย่างเช่น การทำพจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ก็ต้องไปจ้างทำจากไต้หวัน   ทำเองไม่ได้
• การที่ไม่มีอุตสาหกรรมต้นน้ำทางด้านนี้อาจจะเป็นเพราะคนไทยไม่มีความรู้พิ้นฐานด้านอิเล็กทรอนิกส์มากนัก   เรารู้แต่วิธีประกอบ และวิธีใช้  ซึ่งไม่สามารถจะเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศได้
• ระบบจัดซื้อของราชการไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดซื้อฮาร์ดแวร์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว  และ ต่อการจัดซื้อบริการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์เพราะหน่วยงานราชการเองก็ไม่เข้าใจความต้องการของตนเอง   เมื่อว่าจ้างบริษัทมาพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วก็เพิ่มเติมข้อกำหนดความต้องการขึ้นไปไม่รู้จบ  ส่วนฮาร์ดแวร์นั้นมีมากที่กำหนดรายละเอียดแล้วจัดหาให้ไม่ได้เพราะบริษัทผู้ผลิตได้เลิกผลิตไปแล้ว  แต่หน่วยงานก็ไม่ยอม   เมื่อเป็นเช่นนี้การทำธุรกิจด้านไอซีทีจึงมีความเสี่ยงสูงมาก
• ปัญหาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาก็เป็นเรื่องสำคัญ   บริษัทซอฟต์แวร์ต่างประเทศมักจะรายงานว่าประเทศไทยมีการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มาก     ผมเองมองว่าซอฟต์แวร์ที่ถูกละเมิดนั้นมีอยู่มากจริง   แต่จำนวนมากไม่ได้ใช้ในการทำธุรกิจ  แต่ใช้ในงานส่วนตัว  อย่างไรก็ตาม  เรายังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนของการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ที่เป็นผลงานสำรวจของสถาบันไทย   มีแต่ตัวเลขของทางผู้ค้า  ดังนั้นเราควรศึกษาพฤติกรรมการละเมิดให้เข้าใจด้วย
• ปัญหาประเด็นสุดท้ายที่ทำให้การทำธุรกิจของไอซีทีมีปัญหาก็คือ  ความฉ้อฉลของพ่อค้าบางรายซึ่งหลอกขายสินค้าที่ไม่มีคุณภาพและใช้งานไม่ได้  ส่งผลให้เกิดความระแวงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
 
วสท. :  ท่านคิดว่า กิจกรรมให้บริการสมาชิกวิศวกรที่ วสท. ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน  เพียงพอแก่การพัฒนาความเป็นมืออาชีพให้แก่วิศวกรคอมพิวเตอร์ไทยดีแล้วหรือไม่?  มีกิจกรรมใดบ้างที่ท่านเห็นว่า วสท. ควรเร่งปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน?

รศ.ดร. ครรชิต : วสท. เองเพิ่งจะขยายความสนใจมาถึงวิศวกรคอมพิวเตอร์เมื่อไม่นานมานี้เอง  ดังนั้นผมจึงคิดว่าบริการของวสท. ที่มีให้แก่วิศวกรคอมพิวเตอร์ที่เป็นสมาชิกยังคงน้อยกว่าวิศวกรสาขาอื่น   ในด้านกิจกรรมนั้นผมเห็นว่าการฝึกอบรมและการประชุมวิชาการที่ วสท. จัดขึ้นนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสมาชิก วสท.  ดังนั้นควรริเริ่มจัดการฝึกอบรมทางด้านไอซีทีให้แก่สมาชิกที่เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้น   นอกจากนั้น วสท. ยังอาจจัดการประชุมวิชาการด้านไอซีที โดยเน้นเนื้อหาที่ทางสถาบันการศึกษายังสนใจกันน้อย  เช่น กฎหมายไอซีที,  จริยธรรมไอซีที,  ทรัพย์สินทางปัญญา,  ความเป็นผู้บริหารมืออาชีพทางด้านไอซีที ฯลฯ

Free business joomla templates