HomeEIT Anouncementกรรมการอำนวยการ วสท. เข้าสัมภาษณ์คุณชัยยศ ปิยวรรณรัตน์

วิศวกรดีเด่น

วิศวกรอาเซียนดีเด่น 2551

 
teanchai.jpg
ประวัติการศึกษา คุณเทียนชัย ลายเลิศ: B.E.วิศวกรรมไฟฟ้าและM.E. สาขาAgricultural Engineering จาก University of Canterbury ประเทศนิวซีแลนด์ ในปี 1968 และ 1970 ประกาศนียบัตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ปี 1989 และ LLB จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในปี 2004 เป็นวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีไอซีที ของ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร นาน สี่ปี
ประวัติการทำงาน: เป็นอาจารย์สาขาสื่อสาร ในภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิยาลัยขอนแก่น ปี 1970- 1974 เป็น Computer field engineering and System support manager บจก. ยิบอินซอย ในปี 1974- 1975 กรรมการผู้จัดการ บจก. ยิบอินซอย ในปี 1979 ถึงปัจจุบัน มีโอกาสพัฒนางานเทคโนโลยีไอซีที ในประเทศไทย ตั้งแต่ยุคเมนเฟรม จนถึง เซอร์เวอร์ในระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ และการประมวลผลข้อมูลคอมพิวเตอร์ในลักษณะ Stack Machine เป็นต้น
อื่นๆ: เป็นวุฒิวิศวกรไฟฟ้า วสท. และเป็นวิศวกรที่ปรึกษา คณะกรรมการไฟฟ้า วสท. ในปี 2004 ถึง 2005 และเป็นนายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพญาไท ในปี 1991 เป็นต้น

 

afeo2.jpg

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 คุณ วิระ มาวิจักขณ์ ให้เกียรติ มอบรางวัลวิศวกรอาเซียนดีเด่น
สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ให้แก่ คุณเทียนชัย ลายเลิศ
(ซึ่งได้รับการพิจารณาคัดเลือก จาก คณะกรรมการคอมพิวเตอร์ วสท.)

บทสัมภาษณ์ รศ.ดร.ครรชิต มาลัยวงศ์ วิศวกรดีเด่น51

บทสัมภาษณ์ รศ.ดร.ครรชิต มาลัยวงศ์
ประธานกรรมการสถาบันวิทยาการสารสนเทศ

M51.jpg

วสท. : ขอเริ่มต้นด้วยประวัติการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ และประวัติการทำงาน
ของท่านคร่าวๆ


รศ.ดร. ครรชิต : ผมสำเร็จศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2507 โดยได้ศึกษาในภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ต่อมาผมก็ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมโครงสร้าง ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และในปี พ.ศ. 2510    และศึกษาต่อปริญญาเอกขณะเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ AIT เช่นเดียวกันและจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2520 ก่อนที่จะจบก็ดำรงตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าศูนย์คอมพิวเตอร์ของ AIT  หลังจากจบปริญญาเอกแล้ว  ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์และรองศาสตราจารย์
ต่อมาได้มาอยู่ที่ NECTEC แล้วย้ายมาเป็นผู้อำนวยการศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ  หรือ TIAC  เป็นรองผู้อำนวยการ สวทช. หรือสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่กำกับดูแล NECTEC อีกต่อหนึ่ง
พอใกล้เกษียณอายุผมก็ลาออกจาก สวทช. ไปเป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่มบริษัทไอซีซี อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด มหาชน  ปัจจุบันรักษาการนายกสภามหาวิทยาลัยศรีปทุม อุปนายกสภามหาวิทยาลัยนอร์ทเชียงใหม่ กรรมการสภามหาวิทยาลัยเอเชียน และกรรมการสภามหาวิทยาลัยรังสิต   งานอื่น ๆ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลก็มี เป็นกรรมการตาม พรบ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ, กรรมการตาม พรบ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ,  กรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ (คตป.) ซึ่งในคณะกรรมการชุดนี้ ผมได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการกลุ่มจังหวัดตะวันออกเฉียงเหนือ  หน้าที่ก็คือการกำกับดูแลการตรวจสอบภายใน การควบคุมภายใน และการปฏิบัติงานตามภาระหน้าที่ที่ให้คำรับรองไว้อีกต่อหนึ่งครับ 
 ปัจจุบันนี้ผมยังเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชา Introduction to CMMI  ซึ่งเกี่ยวกับ Process Model ชื่อ Capability Maturity Model Integration ซึ่งผู้ที่จะเป็นอาจารย์สอนวิชานี้อย่างเป็นทางการได้ต้องได้รับอนุญาตจาก สถาบันวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ของมหาวิทยาลัย คาร์เนกี เมลลอน ในพิตตสเบิรก สหรัฐอเมริกา  CMMI นั้นเป็นต้นแบบการบริหารจัดการการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ดีซึ่งขณะนี้บริษัทซอฟต์แวร์ไทยเริ่มสนใจใช้กันมากขึ้น   นอกจากเป็นอาจารย์แล้ว ผมยังเป็นผู้ประเมินบริษัทว่าทำงานได้มาตรฐานตามโมเดลนี้หรือไม่ด้วย

วสท. : ดังเป็นที่ทราบกันดี ว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์, การสื่อสาร, ตลอดจนถึงเทคโนโลยีการประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์ในวงการธุรกิจอุตสาหกรรม, ได้เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว  ท่านเห็นว่านักคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย ควรจะมีการเตรียมความพร้อมต่อวิชาชีพคอมพิวเตอร์ทั้งในปัจจุบัน และ อนาคตเช่นไร?

รศ.ดร. ครรชิต : ประเทศไทยนั้นใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อย่างสิ้นเปลืองมาก   ไม่ว่าโลกพัฒนาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อะไรออกมาใช้   คนไทยเป็นต้องหาซื้อมาทดลองทั้งนั้น   แต่ไม่ได้ซื้อมาใช้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวนัก  เพราะระดับการประยุกต์ไอซีทีของไทยยังค่อนข้างล้าหลังกว่าประเทศอื่น ๆ  มีแต่เพียงอุปกรณ์เท่านั้นที่ทันสมัย   เมื่อเป็นเช่นนี้นักคอมพิวเตอร์ควรจะระดมความคิดกันและช่วยกันกำหนดสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้สำหรับวงการวิชาชีพคอมพิวเตอร์ไทย:
• จริยธรรมของนักคอมพิวเตอร์   เรื่องนี้เราค่อนข้างจะละเลยมาก  มีนักคอมพิวเตอร์หลายคนที่ไม่มีจริยธรรม  ไม่ว่าทั้งในด้านการขายหรือการพัฒนาระบบ  คือเที่ยวหลอกขายอุปกรณ์และระบบที่ใช้งานไม่ได้แก่หน่วยงานห้างร้านต่างๆ   รวมทั้งการที่ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในการหลอกลวงด้วยประการต่าง ๆ  และการโจรกรรมทั้งทรัพย์สินและข้อมูล
• หัวข้อองค์ความรู้พื้นฐานด้านวิชาการที่นักคอมพิวเตอร์จะต้องรู้และมีความสามารถจริง   ปัจจุบันนี้คนที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นก็อาจจะอ้างว่าเป็นนักคอมพิวเตอร์ได้ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้พื้นฐานวิชาการเลย  เรื่องนี้เป็นอันตรายเพราะหากนักวิชาการโดยตำแหน่งไม่มีความรู้ทางวิชาการจริงแล้ว   การพัฒนางานคอมพิวเตอร์ก็จะล้มเหลว
• ทิศทางการพัฒนานักคอมพิวเตอร์ไทยในอนาคต  เราจำเป็นจะต้องระดมสมองกันว่าเราต้องการนักคอมพิวเตอร์ด้านใด  และด้านนั้นต้องมีความรู้อะไร  ปัจจุบันนี้เราปล่อยให้สถาบันการศึกษาเป็นผู้กำหนดและเปิดสอนหลักสูตรและวิชาต่าง ๆ  แต่สิ่งที่เปิดสอนนั้นอาจจะไม่ใช่ทิศทางที่เราต้องการก็ได้   นักคอมพิวเตอร์ไทยควรจะรวมตัวกันเรียกร้องให้สถาบันการศึกษาเปิดหลักสูตรที่เราขาดแคลนบุคลากร  รวมทั้งจัดหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นเพื่อให้นักคอมพิวเตอร์ปัจจุบันตามทันยุคสมัยได้
• มาตรฐานวิชาชีพคอมพิวเตอร์ไทย   ความจริงแล้ววิชาการคอมพิวเตอร์ยังไม่ได้รับการกำหนดให้เป็นวิชาชีพควบคุม หรือ professional  เหมือนวิชาการเช่น วิศวกรรมศาสตร์, แพทย์ศาสตร์, บัญชี, ทนายความ, ผู้ตรวจสอบบัญชี  วิชาการที่กล่าวถึงนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของชีวิตและทรัพย์สิน   แต่เรายังไม่สามารถกล่าวอ้างได้ว่าวิชาการคอมพิวเตอร์เกี่ยวข้องกับเรื่องทำนองนี้  และอาจจะยังไม่สามารถผลักดันให้วิชาการคอมพิวเตอร์เป็นวิชาชีพควบคุมได้   แต่เราก็ต้องช่วยกันระดมสมองและพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป
• นักคอมพิวเตอร์ไทยควรรวมตัวกันให้เป็นปึกแผ่นมากกว่านี้   จริงอยู่เรามีสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์  แต่นักคอมพิวเตอร์ไทยก็ไม่สนใจสมัครเป็นสมาชิก   และไม่สามารถสร้างผลงานให้แก่วงการคอมพิวเตอร์ไทยได้ 
• มาตรฐานการศึกษา   นักคอมพิวเตอร์ไทยต้องช่วยกันขจัดสถาบันการศึกษาที่เป็นเหลือบในเมืองไทย   ขณะนี้มีสถาบันจำนวนมากที่เปิดสอนวิชาการด้านไอซีทีที่ไม่มีคุณภาพ  

วสท. :  ท่านเห็นด้วยหรือไม่ กับประสบการณ์ IEEE ในระดับสากลที่ว่า  นักคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่  ที่จบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยแล้วนั้น  ยังขาดความรู้พื้นฐานด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่เพียงพอแก่การประกอบวิชาชีพคอมพิวเตอร์อย่างมีคุณภาพได้

รศ.ดร. ครรชิต : เรื่องนี้ผมเห็นด้วย  ผมได้กล่าวมาแล้วว่าสถานศึกษาของไทยหลายแห่งที่ผลิตบัณฑิตที่คุณภาพยังไม่ถึงขั้น   จบมาแล้วก็ใช้งานไม่ได้   บัณฑิตที่จบปริญญาตรีคอมพิวเตอร์บางคนเขียนโปรแกรมไม่เป็นด้วยซ้ำ    เรื่องนี้ผมเห็นว่ามีประเด็นที่เกี่ยวข้องสองด้านดังนี้
 สถาบันการศึกษาทุกวันนี้จำเป็นจะต้องหารายได้จากการเปิดหลักสูตร  และหลักสูตรไอซีทีน่าจะเป็นหลักสูตรที่ทำเงินได้ดี  เพราะใคร ๆ ก็อยากเรียนสาขานี้   ดังนั้นก็เลยเปิดหลักสูตรทางด้านคอมพิวเตอร์และไอซีทีขึ้นโดยไม่ได้ดูความพร้อมทางด้านเครื่องมือ, อุปกรณ์, และ อาจารย์ ผลก็คือความล้มเหลว
 อีกประเด็นหนึ่งก็คือ  ตัวหลักสูตรเอง  สถาบันการศึกษาส่วนมากมักจะใช้หลักสูตรมาตรฐานเช่น ของ ACM   แต่เมื่อนำมากำหนดขึ้นแล้ว  ก็ไม่สามารถจะสอนได้  เพราะอาจารย์ไม่ได้มีความรู้พอเพียง  หรือตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีไม่ทัน  เรื่องนี้มีทางแก้ง่าย ๆ คือต้องพยายามกำหนดรายละเอียดของเนื้อหาวิชาให้ชัดเจนมากกว่าหัวข้อที่กำหนดในคำบรรยายรายวิชา (Course description)
 
 
วสท. :  ได้มีความเพียรพยายามกันมานานกว่าสิบปีในประเทศไทย  ที่จะจัดระบบการสอบคัดเลือกวัดระดับความรู้  ความชำนาญ  ของนักคอมพิวเตอร์ในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่นักเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์, นักสำรวจข้อมูลคอมพิวเตอร์, นักออกแบบระบบงานคอมพิวเตอร์ฯลฯ ตลอดจนถึงการใช้งานประยุกต์คอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านเห็นว่าหน่วยงานใด น่าจะเป็นผู้รับผิดชอบในด้านนี้โดยตรง? 

รศ.ดร. ครรชิต : เรื่องนี้น่าสนใจมาก  ผมอยากจะเล่าเรื่องให้ฟังก่อนว่า  เมื่อราวสิบปีก่อนนั้นผมยังเป็นรองผู้อำนวยการ NECTEC อยู่   ผมได้ร่วมมือกับหน่วยงานสอบวัดระดับความรู้ด้านไอทีของญี่ปุ่น  เพื่อนำข้อสอบของทางญี่ปุ่นทางด้านไอซีทีมาสอบวัดระดับความรู้ของนักไอซีทีไทยบ้าง   เราเริ่มต้นด้วยการสอบโดยใช้ข้อสอบภาษาอังกฤษที่หน่วยงานของญี่ปุ่นแปลจากข้อสอบของเขามาให้เรา  ปรากฏว่ามีนักไอซีทีสนใจมาสอบเพียงร้อยคนเศษ  และสอบได้เพียง 12 คนเท่านั้น   นี่ก็แสดงว่านักไอซีทีที่ทำงานอยู่แล้วยังมีระดับความรู้ต่ำเกินมาตรฐานญี่ปุ่น
ปัจจุบันนี้  ผมคิดว่าพวกเรารู้จักการสอบวัดระดับความรู้ด้านไอซีทีกันมากแล้ว  แต่ส่วนมากเป็นความรู้ที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือซอฟต์แวร์ของบริษัทเอกชน  เช่น ไมโครซอฟต์,  ออราเคิล,  ซิสโก    การสอบวัดระดับความรู้เหล่านี้มีคำตอบให้แก่ปัญหาที่ผมยกขึ้นมาข้างต้น  นั่นก็คือ ถ้าสอบได้แล้ว  ผู้สอบก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะหางานทำและได้เงินเดือนสูง ๆ   ดังนั้นจึงเป็นที่นิยมกัน  แม้แต่มหาวิทยาลัยหลายแห่งก็สนับสนุนให้นักศึกษาของตนสอบ
 สำหรับคำถามข้างต้นนั้น   ผมขอแยกตอบเป็นสามประเด็นคือ
1. การสอบระดับความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือซอฟต์แวร์ของบริษัทเอกชน  ก็ปล่อยให้เขาดำเนินการกันไป   เราไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้
2. การสอบความรู้พื้นฐาน  ควรจัดสอบโดยสมาคมวิชาชีพ เช่น สมาคมคอมพิวเตอร์ฯ หรือถ้า วสท. จะส่งเสริมวิศวกรคอมพิวเตอร์  ก็อาจจะจัดสอบเองก็ได้
3. การสอบความรู้ด้านการจัดการโครงการ  ควรจัดสอบโดย วสท.  หรือ สภาวิศวกร  หรือ สภาไอซีที

วสท. :  ในฐานะที่ท่านเป็นสมาชิก วสท. ท่านคิดว่าสมาคมวิชาชีพ เช่น วสท. ควรจะมีบทบาทที่สำคัญอย่างไร  ต่อวิศวกรคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย?  ที่มีจำนวนประมาณ 35,000 คน ในปัจจุบัน

รศ.ดร. ครรชิต : เริ่มแรกสุด  ผมคิดว่า วสท. จะต้องนิยามขอบเขตวิชาชีพด้านคอมพิวเตอร์ หรือ ไอซีที ให้ชัดเจน  เพราะปัจจุบันนี้ยังสับสนกันอยู่มาก 
 ประการต่อมา  วสท. จะต้องเป็นผู้ผลักดันและดูแลมาตรฐานด้านไอซีที  ผมขอยกตัวอย่างว่า  วิศวกรรมโยธา ไฟฟ้า และ เครื่องกล นั้น  พอเขียนแบบออกมาแล้ว  วิศวกรทุกคนไม่ว่าจะจบจากสถาบันใดก็อ่านเข้าใจตรงกันหมด  เพราะต่างก็ใช้ไดอะแกรมที่เป็นมาตรฐานเหมือนกัน   แต่ทางด้านคอมพิวเตอร์นั้น  ถึงแม้จะมีมาตรฐานไดอะแกรม ISO กำหนดอยู่  แต่กลับไม่มีใครใช้  เพราะขาดการผลักดัน  ความจริงแล้วมาตรฐานด้านไอซีทีนั้นอาจจะมีอยู่ราวสามร้อยมาตรฐาน  ขณะนี้ทาง สมอ. ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลมาตรฐานตามกฏหมาย  ได้นำมาตรฐานที่จำเป็นมารับรองเพียงไม่กี่สิบมาตรฐานเท่านั้น   ขณะนี้มีมาตรฐานสำคัญที่น่าใช้อีกมาก  แต่ยังไม่มีใครผลักดัน  ดังนั้น วสท. ควรจะเร่งรีบดำเนินการด้านนี้
 ประการที่สาม  วสท. ควรเร่งรีบกำหนดเนื้อหาหลักสูตรไอซีทีที่มีคุณภาพ  โดยระดมนักวิชาการและอาจารย์จากภาครัฐและภาคเอกชนมากำหนดขึ้น  และกำหนดให้มีวิธีการตรวจรับรองหลักสูตรของสถาบันต่าง ๆ  (Accredit)
 ประการที่สี่  ให้ วสท. สำรวจอัตราเงินเดือนของนักวิชาชีพด้านคอมพิวเตอร์รวมทั้งวิศวกรคอมพิวเตอร์  เพื่อกำหนดอัตราเงินเดือนมาตรฐานให้เป็นที่รู้กัน  ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เงินเดือนเฟ้อมากเกินความจำเป็น  เนื่องจากขณะนี้บริษัทหลายแห่งที่ไม่ทราบอัตราเงินเดือนที่เหมาะสม  ต่างก็พยายามตั้งเงินเดือนสูง ๆ เพื่อแย่งตัวนักไอซีที  แต่เมื่อได้มาทำงานแล้วกลับทำงานได้ไม่คุ้มกับเงินเดือน   ทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจด้วย
 ประการที่ห้า  วสท. อาจจะจัดสอบวัดระดับความรู้พื้นฐานของวิศวกรคอมพิวเตอร์ก็ได้

วสท. :  ท่านคิดว่า  ในปัจจุบัน วิศวกรคอมพิวเตอร์ ในประเทศไทย จะสามารถและมีโอกาสแสดงบทบาทด้านเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทย (Countrywide competitiveness)  ได้อย่างไรบ้างหรือไม่?

รศ.ดร. ครรชิต : ผมเชื่อว่าวิศวกรคอมพิวเตอร์ไทยจำนวนมากมีความสามารถสูง   แต่การจะพัฒนาธุรกิจไอซีทีให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันทางด้านไอซีทีสูงเหนือประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคแถบนี้นั้นยังจะต้องใช้เวลาอีกมาก    ทุกวันนี้วงการคอมพิวเตอร์ของไทยประสบปัญหาและอุปสรรคสำคัญหลายด้านคือ
• ขาดอุปสงค์สำหรับสินค้าไอซีทีไทย   เช่นซอฟต์แวร์ไทยนั้นไม่เป็นที่นิยม  หน่วยงานและบริษัทห้างร้านนิยมซื้อสินค้าต่างประเทศมากกว่า   เมื่อเป็นเช่นนี้โอกาสในการพัฒนาสินค้าไอซีทีของเราจึงมีน้อย
• สินค้าไอซีทีของเรายังด้อยคุณภาพ  ประเด็นนี้ก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หน่วยงานไม่อยากซื้อสินค้าไอซีทีของไทยก็ได้  แต่เรื่องนี้เราสามารถแก้ไขได้โดยการจัดฝึกอบรมให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ
• เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว  และยังมีหลายแพลตฟอร์ม  การผลิตสินค้าไอซีทีสำหรับแพลตฟอร์มเดียวก็จะมีตลาดแคบ   ส่วนการที่จะผลิตให้สามารถใช้ได้หลายแพลตฟอร์มก็ต้องลงทุนมาก   และอาจจะไม่มีความสามารถเพียงพอ   เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น  ก็ต้องเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์อีก  ซึ่งล้วนต้องใช้คนที่มีความรู้และมีค่าใช้จ่ายสูง
• สำหรับผลิตภัณฑ์ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์นั้น  เราขาดอุตสาหกรรมต้นน้ำ  เช่น การออกแบบชิป, การผลิตชิป, การผลิตวงจรขนาดเล็ก, ฯลฯ   การที่ไทยเราสามารถก้าวสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ได้นั้น  ที่สำคัญคือเรามีอุตสาหกรรมต้นน้ำที่เกี่ยวข้องมานานแล้ว  เช่น โรงกลึง  โรงหล่อ ฯลฯ  แต่ทางด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เราไม่มี  อย่างเช่น การทำพจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ก็ต้องไปจ้างทำจากไต้หวัน   ทำเองไม่ได้
• การที่ไม่มีอุตสาหกรรมต้นน้ำทางด้านนี้อาจจะเป็นเพราะคนไทยไม่มีความรู้พิ้นฐานด้านอิเล็กทรอนิกส์มากนัก   เรารู้แต่วิธีประกอบ และวิธีใช้  ซึ่งไม่สามารถจะเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศได้
• ระบบจัดซื้อของราชการไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดซื้อฮาร์ดแวร์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว  และ ต่อการจัดซื้อบริการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์เพราะหน่วยงานราชการเองก็ไม่เข้าใจความต้องการของตนเอง   เมื่อว่าจ้างบริษัทมาพัฒนาซอฟต์แวร์แล้วก็เพิ่มเติมข้อกำหนดความต้องการขึ้นไปไม่รู้จบ  ส่วนฮาร์ดแวร์นั้นมีมากที่กำหนดรายละเอียดแล้วจัดหาให้ไม่ได้เพราะบริษัทผู้ผลิตได้เลิกผลิตไปแล้ว  แต่หน่วยงานก็ไม่ยอม   เมื่อเป็นเช่นนี้การทำธุรกิจด้านไอซีทีจึงมีความเสี่ยงสูงมาก
• ปัญหาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาก็เป็นเรื่องสำคัญ   บริษัทซอฟต์แวร์ต่างประเทศมักจะรายงานว่าประเทศไทยมีการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มาก     ผมเองมองว่าซอฟต์แวร์ที่ถูกละเมิดนั้นมีอยู่มากจริง   แต่จำนวนมากไม่ได้ใช้ในการทำธุรกิจ  แต่ใช้ในงานส่วนตัว  อย่างไรก็ตาม  เรายังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนของการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ที่เป็นผลงานสำรวจของสถาบันไทย   มีแต่ตัวเลขของทางผู้ค้า  ดังนั้นเราควรศึกษาพฤติกรรมการละเมิดให้เข้าใจด้วย
• ปัญหาประเด็นสุดท้ายที่ทำให้การทำธุรกิจของไอซีทีมีปัญหาก็คือ  ความฉ้อฉลของพ่อค้าบางรายซึ่งหลอกขายสินค้าที่ไม่มีคุณภาพและใช้งานไม่ได้  ส่งผลให้เกิดความระแวงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
 
วสท. :  ท่านคิดว่า กิจกรรมให้บริการสมาชิกวิศวกรที่ วสท. ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน  เพียงพอแก่การพัฒนาความเป็นมืออาชีพให้แก่วิศวกรคอมพิวเตอร์ไทยดีแล้วหรือไม่?  มีกิจกรรมใดบ้างที่ท่านเห็นว่า วสท. ควรเร่งปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน?

รศ.ดร. ครรชิต : วสท. เองเพิ่งจะขยายความสนใจมาถึงวิศวกรคอมพิวเตอร์เมื่อไม่นานมานี้เอง  ดังนั้นผมจึงคิดว่าบริการของวสท. ที่มีให้แก่วิศวกรคอมพิวเตอร์ที่เป็นสมาชิกยังคงน้อยกว่าวิศวกรสาขาอื่น   ในด้านกิจกรรมนั้นผมเห็นว่าการฝึกอบรมและการประชุมวิชาการที่ วสท. จัดขึ้นนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสมาชิก วสท.  ดังนั้นควรริเริ่มจัดการฝึกอบรมทางด้านไอซีทีให้แก่สมาชิกที่เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้น   นอกจากนั้น วสท. ยังอาจจัดการประชุมวิชาการด้านไอซีที โดยเน้นเนื้อหาที่ทางสถาบันการศึกษายังสนใจกันน้อย  เช่น กฎหมายไอซีที,  จริยธรรมไอซีที,  ทรัพย์สินทางปัญญา,  ความเป็นผู้บริหารมืออาชีพทางด้านไอซีที ฯลฯ

บทสัมภาษณ์ คุณทองใส วีระวัฒน์ วิศวกรดีเด่น51

บทสัมภาษณ์พิเศษ คุณทองใส วีระวัฒน์
ผู้อำนวยการศูนย์คอมพิวเตอร์

 W51.jpg

 

 

 

 

 

 

วสท. : ขอเริ่มต้นด้วยประวิติการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ และประวัติการทำงาน
ของท่านคร่าวๆ
คุณทองใส : สำเร็จการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ สาขาไฟฟ้าสื่อสาร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2509 
ประวัติการทำงาน
- นักวิจัยบริษัท STANFORD RESEARCH INSTITUTE
- นักประมวลผลข้อมูล บริษัท AMERICAN INSTITUTE FOR RESEARCH
- ที่ปรึกษาของบริษัท BOOZ. ALLEN + HAMILION INTERNATIONAL INC.
- นักวิเคราะห์ระบบ บริษัท THAILAND COMPUTER CENTRE LIMITED และบริษัทยิบอินซอย จำกัด
- หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการข้อมูล, หัวหน้ากองประสานงานการคลัง, หัวหน้ากองปฏิบัติการข้อมูล, หัวหน้ากองรายได้ และผู้อำนวยการศูนย์คอมพิวเตอร์ การเคหะแห่งชาติ
- ที่ปรึกษาบางโครงการของบริษัท ยิบอินซอย จำกัด และบริษัทสยามเท็ค
- กรรมการในคณะกรรมการบริหารสมาคม IEEE ประเทศไทย ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสมาคม ปี พ.ศ. 2523-2537
- กรรมการบริหารสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปี พ.ศ. 2530-2532

วสท. : เป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การสื่อสารตลอดจนถึงเทคโนโลยีการประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์ในวงการธุรกิจอุตสาหกรรม เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ท่านเห็นว่านักคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย ควรจะมีการเตรียมความพร้อมต่อวิชาชีพคอมพิวเตอร์ในทั้งในปัจจุบัน และอนาคตเช่นไร
คุณทองใส : ในปัจจุบันเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งทุกคนคุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์มากขึ้น แม้กระทั่งเด็กๆ ซึ่งต่างจากสมัยเมื่อ 30 ปีที่แล้วมากๆ ซึ่งขาดแคลนทั้งด้านอุปกรณ์, ตำรา และบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ ประกอบกับในยุคปัจจุบัน การสื่อสารสามารถทำได้รวดเร็ว สามารถใช้ INTERNET ค้นหาข้อมูลข่าวสารได้ทั่วโลก พร้อมทั้งคอมพิวเตอร์ยังเป็นเครื่องมือช่วยในการทำงานซ้ำๆ ที่มีปริมาณมากๆ ให้เสร็จได้ในเวลารวดเร็ว และยังช่วยในการบริหารงาน (Management Tool) โดยเฉพาะด้านการเงิน ดังนั้นในการเตรียมความพร้อม วิศวกรคอมพิวเตอร์ควรต้องรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี ทั้งด้านการอ่าน พูด เขียน ฟัง และสนทนาโต้ตอบได้ เพื่อที่จะได้พัฒนาตนเองให้มีคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้ คือ
- ความสามารถในการทำงาน (Capability) ซึ่งได้จากพื้นฐานการศึกษา, การศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง (Self study) การทดลองปฏิบัติ การติดตามความก้าวหน้าทางด้านวิชาการอยู่ตลอดเวลา จากเอกสาร, วารสารต่างๆ ของ IEEE และวารสารภายในประเทศ
- ความน่าเชื่อถือ (Reliability) สามารถทำผลงานให้เป็นที่น่าเชื่อถือได้
- ความไว้วางใจได้ (Trust) ความสามารถทำงานให้เป็นที่ไว้วางใจได้ดุจดังคอมพิวเตอร์

วสท. : ท่านเห็นด้วยหรือไม่ กับประสบการณ์ IEEE ในระดับสากล ที่ว่านักคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ที่จบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยแล้วนั้น ยังขาดความรู้พื้นฐานด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ที่เพียงพอแก่การประกอบวิชาชีพคอมพิวเตอร์อย่างมีคุณภาพได้
คุณทองใส : สมัยเมื่อดิฉันทำงานด้านคอมพิวเตอร์ใหม่ๆ นั้น ความรู้พื้นฐานด้านเคโนโลยีคอมพิวเตอร์ขาดแคลนอย่างมาก ทั้งตำรา และอาจารย์ผู้สอน จึงจำเป็นต้องค้นคว้าหาความรู้จากภายนอกมาเสริม ซึ่งสมัยนั้นการสื่อสารยังไม่เจริญเท่าปัจจุบัน ดังนั้น การเป็นสมาชิกของ IEEE ในสาขาคอมพิวเตอร์จึงช่วยได้มาก แต่เอกสารทางวิชาการของ IEEE ก็ค่อนข้างก้าวหน้ามาก ซึ่งประเทศไทยยังตามไม่ทัน แต่ปัจจุบันความรู้ทางวิชาการคอมพิวเตอร์ของประเทศไทย เพิ่มขึ้นตามลำดับ ดังนั้นประสบการณ์ตามเอกสารวิชาการของ IEEE ในระดับสากลยังน่าจะจำเป็นสำหรับวิศวกรคอมพิวเตอร์ของไทยอยู่

วสท. : ในขณะที่ระบบงานประยุกต์คอมพิวเตอร์ปัจจุบัน มีความละเอียดอ่อนซับซ้อน ตลอดจนถึงมีโครงสร้างเชื่อมโยง (Real Time Interfacing) กันอย่างทั่วถึงกันกว่าที่เคยเป็นในอดีตหลายสิบเท่า ในฐานะที่ท่านเป็นผู้มีประสบการณ์อันยาวนานในแวดวงงานคอมพิวเตอร์ ของ ประเทศไทย ท่านพอจะทราบบ้างหรือไม่?? ว่า มหาวิทยาลัยที่สอนวิชาคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ของ ประเทศไทย ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการปูพื้นฐานความรู้ที่เพียงพอแก่ วิศวกรคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ แล้วหรือไม่??
คุณทองใส : ดิฉันคาดว่าในปัจจุบันทุกมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนคอมพิวเตอร์คงตระหนักถึงความจำเป็นในการปูพื้นฐานความรู้ทางคอมพิวเตอร์ให้เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ ทั้งด้านที่จะเป็นผู้พัฒนาระบบ และผู้ใช้ระบบ (END USER)

วสท. : ได้มีความเพียรพยายามกันมานานกว่าสิบปี ในประเทศไทยที่จะจัดระบบการสอบคัดเลือกวัดระดับความรู้ ความชำนาญ ของนักคอมพิวเตอร์ในด้านต่างๆ ตั้งแต่ นักเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์, นักสำรวจข้อมูลคอมพิวเตอร์, นักออกแบบระบบงานคอมพิวเตอร์, นักติดตั้งระบบโปรแกรมซอฟต์แวร์สำเร็จรูปคอมพิวเตอร์, นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์, ตลอดจนถึงการใช้งานประยุกต์คอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ และอย่างมีระบบ, ท่านเห็นว่า หน่วยงานใดในประเทศไทย น่าจะเป็นผู้รับผิดชอบในด้านนี้โดยตรง?? เช่น: มหาวิทยาลัย, สมาคมวิชาชีพ, หน่วยงานภาครัฐ เช่น: กระทรวงไอซีที หรือกรมพัฒนาช่างฝีมือ, ฯลฯ
คุณทองใส : ในด้านการจัดระบบการสอบคัดเลือกวัดระดับความรู้ ด้านความชำนาญของนักคอมพิวเตอร์ในด้านต่างๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งนักเขียนโปรแกรม, นักออกแบบ, นักวิเคราะห์ระบบ หรือนักติดตั้งระบบโปรแกรมต่างๆ ก็ตาม ก่อนอื่น ควรมีคำจำกัดความพื้นฐานความรู้และหน้าที่โดยสังเขป ให้ทุกคนตระหนักและข้าให้ตรงกันก่อน ซึ่งดิฉันไม่แน่ใจว่า คำจำกัดความ หรือคำนิยามนี้จะเข้าใจตรงกันทั้งในหน่วยงานราชการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้ระบบ และในบริษัทเอกชน รวมถึงบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์ ยังมีที่เครื่องขนาดใหญ่ ระดับ MAIN FRAME, MINI COMPUTER และระดับ PC ซึ่งหากเป็นไปได้ วสท. น่าเป็นผู้ริเริ่มในการจัดทำเรื่องดังกล่าว เพื่อให้เกิดเป็นมาตรฐานที่ยอมรับในประเทศไทย ดังเช่น IEEE ในสหรัฐอเมริกา
 วสท. อาจจัดสัมมนาโดยเชิญตัวแทนอาจารย์ผู้สอนวิชาคอมพิวเตอร์ ในทุกมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน พร้อมทั้งให้นำรายชื่อวิชาที่เปิดสอนในคณะนั้นๆ มาด้วย, ผู้แทนจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งใช้เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่เป็นส่วนมาก, ผู้แทนจากบริษัทเอกชนที่จัดจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์, ผู้แทนจากบริษัทผู้ประกอบการพัฒนาระบบ, ผู้แทนจากสมาคมวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และสมาชิกคอมพิวเตอร์ของ วสท. เพื่อรวบรวมปัญหาต่างๆ , แนวทางการแก้ไข พร้อมทั้งระบบการควบคุม ซึ่งคาดว่า วสท. อาจต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในเบื้องต้น เพื่อให้กิจการนี้เกิดประโยชน์ต่อประเทศในอนาคต ทั้งนี้หากให้หน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งดำเนินการคงล่าช้า และอาจประสบปัญหาค่อนข้างมาก


วสท. : ในฐานะที่ท่านเป็นสมาชิก วสท. ท่านคิดว่าสมาคมวิชาชีพ เช่น วสท. ควรจะมีบทบาทที่สำคัญอย่างไร ต่อวิศวกรคอมพิวเตอร์ ในประเทศไทยอย่างไร
คุณทองใส : วสท. สาขาคอมพิวเตอร์ควรเป็นแหล่งชุมนุมทางวิชาการ ทั้งทางด้านทฤษฎีและการประยุกต์ใช้ รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายพระราชบัญญัติการควบคุมการทำงานทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ แนะนำเอกสาร, วารสาร, ตำราต่างๆ และบุคลากรที่เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เพื่อจะได้ข้อคิด ข้อแนะนำ รวมถึงนโยบายของคณะกรรมการชุดนี้ด้วย

วสท. : ท่านคิดว่าวิศวกรคอมพิวเตอร์ที่จบใหม่ในประเทศไทย ควรจะมีส่วนร่วมในกิจกรรม วสท. อย่างไรบ้าง
คุณทองใส : คณะกรรมการฯ คงต้องดำเนินการเผยแพร่ความรู้ เอกสารทางวิชาการคอมพิวเตอร์ให้กับนิสิตนักศึกษาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ของทุกสถาบัน เพื่อให้เห็นประโยชน์ในอนาคต และชักชวนให้เริ่มเป็นนิสิตสมาชิกก่อน ซึ่งเมื่อจบการศึกษาวิศวกรเหล่านี้ก็จะได้มามีส่วนร่วมในการสัมมนา อบรม ต่อยอดความรู้ หรืออาสามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่สมาคมจะจัดขึ้น

วสท. : กรุณาแสดงความเห็นเพิ่มเติมอื่นๆ ที่ท่านคิดว่าจะเป็นประโยชน์แก่ วสท. และ/ หรือเป็นประโยชน์แก่ สมาชิกวิศวกรคอมพิวเตอร์ วสท. โดยรวม
คุณทองใส :  เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ระดับ MAIN FRAME ต่างๆ ที่ใช้ช่วยในการทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในหน่วยงานของรัฐ และธนาคารต่างๆ ซึ่งจะมีผู้ค้าของรัฐที่มีชื่อเสียงมีไม่มากนัก นับจำนวนได้ ซึ่งทุกเครื่องน่าจะมีทั้งข้อดีและข้อด้อยในการทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจถูกจำกัดด้วยงบประมาณหรือเวลาก็ตาม ดังนั้นในแง่ของ วสท. ซึ่งจะมีหนังสือวิศวกรรมสารเป็นสื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ พร้อมทั้งจะเป็นแหล่งจัดอบรม สัมมนา เผยแพร่ความรู้และประสบการณ์ ก็ควรเป็นกลางให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ และเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกโดยส่วนรวม และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในอนาคต

Free business joomla templates