HomeEIT Anouncementอบรม การใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายความร้อนอินฟราเรด

"ซิป้า"บุกเวียดนาม โชว์นวัตกรรมทางปัญญา "เอสเอสเอ็มอี"

 

  "ซิป้า"บุกเวียดนาม โชว์นวัตกรรมทางปัญญา "เอสเอสเอ็มอี"
วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11434 มติชนรายวัน
โดย ชมพูนุท นำภา (ข่าวจากมติชนออนไลน์)
 
ดร.รุ่งเรือง ลิ้มชูปฏิภาณ์ (ขวามือ) และ Duomg Amh Duc รองอธิการบดี

 

มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้ทำนายไปในทิศทางเดียวกันว่าประเทศ เวียดนาม ที่เพิ่งจะฟื้นตัวจากภาวะสงคราม กำลังจะแซงหน้าไทยในหลายๆ ด้าน ทั้งภาคเกษตร และเทคโนโลยี

เห็นได้จาก "ไอบีเอ็ม" (IBM) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านคอมพิวเตอร์ที่ไปตั้งศูนย์ภูมิภาคที่เวียดนามถึง 2 ศูนย์ และตั้ง "โกลบอล เอาท์ซอร์ซิ่ง เซ็นเตอร์" (Global Outsourcing Center) เพื่อรับงานจากภูมิภาคทั่วโลก อีกทั้งบริษัทอินเทล ซึ่งเป็นบริษัทผลิตไมโครโพรเซสเซอร์และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในสหรัฐอเมริกา ยังทุ่มเม็ดเงินไปกว่า 4 หมื่นล้านบาทเพื่อตั้งบริษัทที่เวียดนาม และใช้งบประมาณในการสร้างเครือข่ายอีกเกือบแสนล้านบาททีเดียว

เหตุไฉนหวยรางวัลใหญ่จึงไปออกที่เวียดนามได้!!

รุ่งเรือง ลิ้มชูปฏิภาณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า (SIPA) ให้คำตอบนี้ได้

"น่าแปลกใจไหมว่าทำไมเวียดนามที่ระบบเครือข่ายการสื่อสารยังสู้ไทยไม่ได้ ถนนหนทาง การคมนาคมก็สู้ไม่ได้ แถมยังมีการละเมิดลิขสิทธิ์สูงสุด โครงสร้างพื้นฐานก็ไม่ดี แต่ทำไมต่างชาติถึงไปลงทุน" รุ่งเรืองตั้งคำถาม และให้คำตอบเสร็จสรรพว่า

"นั่นเพราะผู้บริหารเขามีความมุ่งมั่น อยากจะให้ประเทศชาติเจริญ ทั้งที่เขามีข้อจำกัดไม่ดีหลายอย่าง แต่ก็พยายามแก้ไข ทำงานเชิงรุกกับต่างชาติอย่างเป็นมิตรจนประสบความสำเร็จ โดยมีจุดแข็งที่สุดคือเรื่องของบุคลากรและการศึกษา" รุ่งเรืองกล่าว

ประมาณต้นเดือนมิถุนายน ผู้อำนวยการซิป้าพร้อมคณะจึงเดินทางไปประเทศเวียดนาม เพื่อเจรจาหาลู่ทางความร่วมมือ และขยายผลทางธุรกิจกับรัฐบาลเวียดนาม และบริษัทไอบีเอ็มที่เข้าไปลงทุนในประเทศเวียดนามด้วย

"เวียดนาม เนชั่นแนล ยูนิเวอร์ซิตี้" (Vietnam National University) มหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม ที่มีชื่อที่สุด คือจุดแรกที่ซิป้าได้ไปเยือน

"ที่เราไปเพื่อไปดูข้อเท็จจริงว่าเขาน่ากลัวแค่ไหน แล้วโจทย์ของประเทศไทยที่ต้องถามและตอบให้ได้คือ เราจะทำอย่างไรกับอนาคตของประเทศชาติ"

รุ่งเรืองบอกว่า นอกจากจะไปศึกษาสิ่งที่เขามีแล้ว ซิป้ายังได้นำหลักสูตรการศึกษาที่ได้ปรับปรุงร่วมกันระหว่างซิป้า ไอบีเอ็ม และเน็คเท็ค เรียกว่า "เซอร์วิส ไซเอนซ์ แมเนจเมนท์ เอ็นจิเนียริ่ง" หรือย่อๆ ว่า "เอสเอสเอ็มอี" (Service Science Management Engineering - SSME) ไปนำเสนออีกด้วย


(บน) รุ่งเรือง ลิ้มชูปฏิภาณ์ และ Nguven Duc Nghia ผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม (ล่าง) คณะซิป้าถ่ายรูปร่วมกันกับ ชาร์ลส มานูเอล โปรแกรมไดเร็กเตอร์ IBM innovation center

 


"เอสเอสเอ็มอี" เป็นหลักสูตรที่รวมสหวิชาหลายๆ ด้าน ในประเทศไทยทำสำเร็จไปแล้ว 1 รุ่น โดยทดลองผ่าน "ฟาสต์ แทร็ค โปรแกรม" (Fast Track Program) เป็นหลักสูตรเร่งรัด 4 เดือน

รุ่งเรืองเล่าที่มาที่ไปของหลักสูตรว่า เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ไอบีเอ็มได้ร่วมกับเอ็มไอที (MIT) และสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยท็อปเท็นของสหรัฐอเมริกา พัฒนาหลักสูตรสำหรับโลกสมัยใหม่ที่เรียกว่าระบบเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (ceative economy) ซึ่งการที่จะคิดค้นสร้างสรรค์ได้นั้น ต้องมีบุคลากรที่ตรงกับระบบนี้ด้วย ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ได้ผุดขึ้นมาเองอย่างแน่นอน จะต้องมีการอบรมด้วยวิธีการสอนแบบใหม่

ไอบีเอ็มจึงพัฒนาหลักสูตรssmeมา โดยเริ่มแรกทำหลักสูตรของปริญญาตรี เพื่อให้นักศึกษาที่จบออกมาเป็นทั้ง นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้บริหาร

ดังนั้น หลักสูตรพิเศษนี้ จึงเกิดขึ้นมาด้วยการรวมองค์ความรู้ในเรื่องของวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน ให้รู้จักคิดอย่างวิศวกรรม และให้บริหารงานเป็นอย่างนักบริหาร โดยมีการรวมหลักสูตรเรื่องของการบริหารสมัยใหม่ เรื่องของการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) เรื่องของการบริหารระบบคุณภาพ หรือ TQM (Total Quality Management) เรื่องของการคิดค้นอย่างเป็นนักวิทยาศาสตร์ เรื่องของซอฟต์แวร์ ไอที เรื่องของการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ หรือ CRM (Costomer Requirement Management) และต้องมีความรู้เรื่องของการบริหารเบื้องต้น รวมมาเป็นหลักสูตรสอนปี 3 และ ปี 4 ซึ่งหลักสูตรในประสบความสำเร็จมากในสหรัฐอเมริกา

รุ่งเรืองอธิบายว่า จากหลักสูตร ssme ของไอบีเอ็ม ซิป้าได้นำมาทำเป็น "ฟาสต์ แทร็ค โปรแกรม" เป็นหลักสูตร 4 เดือน ก่อนจบจะมีการทำโปรเจ็คต์ เมเนจเมนต์ การบริหารโครงการ การบริหารลูกค้าการตลาด และต้องเรียนรู้ระบบซอฟต์แวร์ ไอที และต้องมีพื้นฐานนักวิทยาศาสตร์ โดยรุ่นแรก 34 คน ประสบความสำเร็จมาก จบแล้วได้งานทำทุกคน

"พอเรานำเสนอ ปรากฏว่า มหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนามสนใจหลักสูตรนี้มาก เขาหูผึ่งกันทุกคนเลย อยากจะมาขอร่วมทำด้วย จึงมีข้อตกลงความร่วมมือกันว่าเขาอยากจะมาเข้าร่วมโครงการนี้ คือ มาเรียนรู้ ฟาสต์ แทร็ค โปรแกรม จากเรา" ผู้อำนวยการซิป้าบอกอย่างภาคภูมิใจ

รุ่งเรืองบอกว่า การจะดึงให้ต่างชาติกลับมาสนใจประเทศไทย จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนว่าคนไทยก็มีคุณภาพ ซึ่งการที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนามได้ทำ MOU ร่วมกับซิป้าในครั้งนี้ ถือเป็นการประกาศต่อนักลงทุนทั่วโลกว่าประเทศไทยก็มีดีที่ขนาดประเทศที่นักลงทุนทั้งหลายต่างให้ความเชื่อมั่นยังมาขอความช่วยเหลือจากประเทศไทย

 

https://

(บน) บรรยากาศที่ไอบีเอ็ม (ล่าง) คณะซิป้าและผู้บริหารมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนามร่วมประชุมกัน

 


แล้วกล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทยในอนาคต โครงการ "เอสเอสเอ็มอี" ซิป้าได้วางแผนจัดโปรแกรมสำหรับ 3 กลุ่ม คือ

1.ในสถาบันการศึกษาปกติ คือ ปริญญาตรี โดยอาจจะให้เด็กปี 4 เข้าร่วมโครงการ

2.กลุ่มคนทำงาน เพราะมองว่าหลายคนที่จบจากการศึกษามาโดยเฉพาะเรื่องซอฟต์แวร์หรือไอที มักจะไม่มีงานทำ หรือมีก็เป็นงานไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ดังนั้นการรีเทรนคนในภาคอุตสาหกรรมก็จะทำให้มีความสามารถสูงขึ้น

และ...3.กลุ่มข้าราชการและผู้บริหาร จะเป็นการศึกษาในระดับความรู้ที่สามารถนำไปใช้งานได้

รุ่งเรืองบอกว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในรุ่นแรกเป็นการพิสูจน์ว่าไทยเป็นประเทศแรกที่ทำแล้วได้ผลดีจริง ผลผลิตจากหลักสูตรนี้เป็นที่ต้องการในภาคอุตสาหกรรมจริง!!

ดังนั้น ตอนนี้จึงมีแผนจะขยายผลไปทุกมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจจะมีการประชุมกันระหว่างซิป้า กับ อธิการบดีและคณบดีจากสถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

และบอกอีกว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยติดปัญหาตรงที่ว่า เรามีของดีแต่มักจะไม่รับมาใช้กัน เพราะด้วยความมีทิฐิสูง อย่างหลักสูตรตัวนี้เห็นได้ชัดว่าขนาดมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนามที่ว่ากันว่าคุณภาพสูงมากยังสนใจหลักสูตรนี้

"คนไทยชอบให้คนอื่นเขาชื่นชมก่อนถึงจะหันมาสนใจ ประเทศไทยลำบากนะ...อย่างสถาบันการศึกษา ถ้าอยู่ๆ เราเอาไปให้ เดี๋ยวก็ต้องคิดว่าทำไมต้องให้ แล้วทำไมต้องทำ ฉันมีอยู่แล้วทำไมต้องศึกษาอีก อะไรแบบนี้

"อาจารย์ก็อาจต้องเหนื่อยขึ้นเพราะจะสอนแบบเดิมๆ ไม่ได้ ถ้าจะให้เด็กเก่งอาจารย์ก็ต้องเก่งด้วย แต่ตรงนี้ไม่มีปัญหาเพราะเรามีเทรนเนอร์ให้หมด สำคัญอยู่ที่ตัวอาจารย์จะต้องใฝ่รู้ และผู้บริหารต้องเอาหลักสูตรนี้ไปอยู่ในระบบด้วย"

แล้วเด็กที่จะเรียนหลักสูตรนี้ต้องศึกษาในสาขาอะไร?

"ที่จริงได้หมด แต่ตอนนี้เราอยากจะเน้นเรื่องของซอฟต์แวร์และไอที เด็กที่เรียนด้านคอมพิวเตอร์ คือในอดีตคนจบวิศวกรรมก็ไม่รู้เรื่องบริหาร จบบริหารก็ไม่รู้เรื่องวิทยาศาสตร์ หรือจบวิทยาศาสตร์ก็ไม่รู้เรื่องวิศวกรรม ก็เลยทำอะไรไม่ได้สักทีหนึ่ง เลยได้แต่จับไมค์ร้องเพลง" ผู้อำนวยการซิป้าว่า

รุ่งเรืองบอกว่า เอาเข้าจริงแล้วเด็กไทยไม่ได้แพ้เด็กเวียดนามเลย แต่เราต้องมีระบบการพัฒนาบุคลากรเด็กพวกนี้ให้ดี ให้เข้มแข็ง ไม่ใช่พัฒนาแบบตามยถากรรม

"ในวันนี้เรามีหลักสูตรโดดเด่นขนาดนี้แล้ว ซิป้าก็จะขับเคลื่อนให้เข้าสู่ภาคการศึกษา เป็นคู่ขนานกัน เราจะไปคุยกับกลุ่มผู้ประกอบการซึ่งเป็นพวกมืออาชีพให้ คุยกับฝ่ายราชการ ฝ่ายบริหาร เพื่อรองรับเด็กที่จะจบมาด้วย เพราะเดี๋ยวนี้ปัญหาของการศึกษาคือเรียนจบมาแล้วไม่มีงาน มีแต่กระดาษ

"ฉะนั้น ถ้าอยากได้งานก็ต้องพัฒนาฝีมือในระดับสูงขึ้น ถ้าใจอยากจะรักเรียนเราทุ่มทำพวกนี้ให้ได้ ตอนนี้ซิป้าใช้งบประมาณส่วนกลางของเราอยู่ เพราะประเทศไทยตอนนี้มีปัญหาเฉพาะหน้าคือเราผลิตนักศึกษาออกมาสู่ภาคอุตสาหกรรม มีปัญหาเด็กตกงาน แต่ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมก็ขาดคน เพราะคนไม่มีคุณภาพ" เป็นทรรศนะในเรื่องการศึกษาของผู้อำนวยการซิป้า

นอกจากการไปเยือนที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนามแล้ว คณะซิป้ายังได้ไปที่บริษัทไอบีเอ็ม

งานนี้ได้มีการเจรจาในเบื้องต้นถึงแนวทางการเข้ามาจัดตั้งศูนย์ไอบีเอ็มในประเทศไทย รวมทั้งการเจรจาเพื่อดึงงาน "เอาท์ซอร์ซิ่ง" จากเวียดนามมาสร้างโอกาสให้แรงงานไทยด้วย

"เป้าหมายที่มาไอบีเอ็ม เพราะเราเห็นว่าเขาไปลงทุนที่เวียดนามเยอะ จะทำยังไงให้เขามาจ้างงานคนไทยบ้าง เบื้องต้นเขาก็สนใจที่จะให้งานเอาท์ซอร์ซิ่งบางอย่างที่เรามี เช่น โคบอล ซึ่งเป็นระบบบัญชีการเงินที่ทางยุโรปส่วนใหญ่ยังคงใช้อยู่ แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่แล้วก็ตาม ซึ่งเด็กรุ่นใหม่ในอเมริกาและยุโรป ไม่มีใครเรียนโคบอลแล้ว แต่คนไทยเรามีความรู้เรื่องนี้จึงน่าจะรับงานเอาท์ซอร์ซิ่งพวกนี้ได้"

"ถึงเวลาต้องเริ่มทำเชิงรุกแล้ว และต้องช่วยกันด้วย ไม่อย่างนั้นไทยจะแพ้ทุกประเทศ สิงคโปร์ก็แพ้ไปแล้ว มาเลเซียก็แพ้แล้ว แล้วยังจะแพ้เวียดนามอีก ถ้ายังไม่เริ่มทำอนาคตเราอาจถูกประเทศอื่นแซงหน้าแบบไม่เห็นฝุ่น

"เราต้องรุกเจรจากับเขาเลย ต้องคุยให้เขาเชื่อมั่นให้ได้ ไม่ใช่นั่นก็ไม่รู้ นี่ก็ไม่แน่ใจ อันนี้ก็รับปากไม่ได้ อย่างนี้ผมบอกว่านั่งเจรจาทำบ้าอะไรเสียเวลา" กล่าวอย่างจริงจัง และส่งเสียงย้ำอีกว่า

คนไทยมีดีอยู่แล้ว เพียงแค่ลงมือทำเท่านั้น

 

Free business joomla templates