HomeEIT Anouncementพิธีมอบรางวัล วิศวกรคอมฯยอดเยี่ยม 2555

ร่าง(6.5) พระราชบัญญัติ สภา "ไอซีที"

คลอดแล้วร่าง (6.5)

พระราชบัญญัติ

สภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย

 

=ร่าง6.5=พระราชบัญญัติ
สภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย
พ.ศ. ........
--------------------------


      พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยสภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย
จึงทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ และยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
      มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติสภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.……..
      มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
      มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้:
      “เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” หมายความว่า เทคโนโลยีที่มีคอมพิวเตอร์เป็นตัวควบคุมในการใช้งาน, ทำงาน, จัดการ, ประมวลผล, สร้าง, จัดเก็บ และเผยแพร่สารสนเทศ เรียกชื่อย่อว่า “ไอซีที”
      “อุตสาหกรรมไอซีที” หมายความว่า กิจการที่เกี่ยวกับการผลิต การประกอบ และการค้าซึ่งผลิตภัณฑ์ และบริการด้านไอซีทีทุกชนิด และทุกประเภท
      สภา” หมายความว่า สภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือชื่อย่อว่า “สภาไอซีทีแห่งประเทศไทย” หรือ “สภาไอซีที”
      “เครื่องหมาย” หมายความว่า เครื่องหมายของสภา
      “ข้อบังคับ” หมายความว่า ข้อบังคับของสภา
      “สมาชิก” หมายความว่า สมาชิกของสภา
      “คณะกรรมการบริหาร” หมายความว่า คณะกรรมการบริหารสภา
      “กรรมการบริหาร” หมายความว่า กรรมการบริหารสภา
      “สำนักงานสภา” หมายความว่า สำนักงานประจำของสภา
      “สมาคมการค้าไอซีที”หมายความว่า สมาคมการค้า ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยว่าด้วยสมาคมการค้า และมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการประกอบอุตสาหกรรมไอซีที
      “ผู้อำนวยการ” หมายความว่า หัวหน้าสำนักงานสภาโดยตำแหน่ง มีหน้าที่บริหารกำกับดูแลการดำเนินงานประจำของสำนักงานสภา ให้เป็นไปตามนโยบายคณะกรรมการบริหารและตามข้อบังคับ
      “ลูกจ้าง” หมายความว่า ลูกจ้างสภา
      “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
      “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีกระทรวงไอซีที ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
      มาตรา 4 ให้ รัฐมนตรีกระทรวงไอซีที รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

 

 

 

หมวด 1
สภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย
--------------------------

      มาตรา 5 ให้ กระทรวงไอซีที ดำเนินการจัดตั้งสภา โดยให้มีอำนาจหน้าที่ เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้
      มาตรา 6 ให้ สภา มีฐานะเป็นนิติบุคคล
      มาตรา 7 สภา มีวัตถุประสงค์ ดังนี้
      (ก) ส่งเสริม และก่อให้เกิดการใช้ และการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศด้านไอซีที ให้อยู่ในระดับสากล และสามารถแข่งขันนานาประเทศได้อย่างมั่นคง
      (ข) ประสานนโยบาย และการดำเนินงานระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน เกี่ยวกับงานในสาขาไอซีทีต่างๆอย่างมีระบบ และก่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไอซีที
      (ค) เสนอแนะแนวนโยบายที่สำคัญ ที่ส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจไอซีทีอย่างเป็นระบบ ตลอดจนถึงการเสริมสร้างมาตรฐานจรรยาบรรณของภาครัฐ และผู้ประกอบการไอซีที
      (ง) ส่งเสริมให้เกิดการร่วมทุน และลงทุนระหว่างประเทศด้านไอซีที เพื่อพัฒนาเพิ่มมูลค่าและเพิ่มรายได้ด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย
      มาตรา 8 ให้ สภา มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร และอาจมีสำนักงานสาขาในจังหวัดอื่นก็ได้
การจัดตั้งสำนักงานสาขาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับ
      มาตรา 9 สภาอาจมีรายได้ดังต่อไปนี้
      (1)    ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน และค่าบริการที่เรียกเก็บจากสมาชิก
      (2)    เงิน หรือทรัพย์สิน ที่มีผู้ยกให้
      (3)    เงินรายได้อื่นๆ เช่น การจัดสัมมนา และการฝึกอบรม
      (4)    เงินอุดหนุนจากรัฐบาลแต่ละปีงบประมาณ เพื่อให้นำไปดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสภาไอซีที รวมตลอดถึงภาคเอกชน หรือองค์กรอื่นๆ
การรับเงิน หรือทรัพย์สิน ตาม (2) และ (4) จะต้องไม่กระทำในลักษณะที่ทำให้สภาขาดความเป็นอิสระ หรือความเป็นกลาง
      มาตรา 10 ห้ามบุคคลใด นอกจากสภา ใช้ เครื่องหมาย หรือชื่อเป็นภาษาไทยว่า “สภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย” หรือชื่อย่อว่า “สภาไอซีทีแห่งประเทศไทย” หรือเป็นชื่อภาษาอังกฤษว่า “Information and Communications Technology Council of Thailand” หรือชื่อย่อภาษาอังกฤษว่า “ICT Council of Thailand”

 

 

 

 

 

 

หมวด 2
สมาชิก
--------------------------

      มาตรา 11 สภามีสมาชิก สามประเภท คือ:
      (1)    สมาชิกสามัญ
      (2)    สมาชิกวิสามัญ
      (3)    สมาชิกสมทบ
      มาตรา 12 สมาชิกสามัญ ประกอบด้วย สมาคมการค้าไอซีที
      มาตรา 13 สมาชิกวิสามัญ ประกอบด้วย นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการผลิต หรือจำหน่าย หรือใช้บริการอุตสาหกรรมไอซีที ตามข้อบังคับ ได้แก่
      (1) ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย มีวัตถุประสงค์ เป็นผู้ประกอบการ และ/ หรือเป็นผู้ค้าผลิตภัณฑ์ หรือผู้ใช้งานอุตสาหกรรมไอซีที
      (2) สถาบันการศึกษาในประเทศไทย ที่มีหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชาไอซีที หรือที่เกี่ยวข้อง
      (3) หน่วยงานภาครัฐระดับกรม หรือเทียบเท่า ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับไอซีที
      (4) สมาคมวิชาชีพ หรือมูลนิธิ ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยว่าด้วยสมาคมวิชาชีพ หรือมูลนิธิ และมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการประกอบวิชาชีพอุตสาหกรรม หรือการใช้งานไอซีที
      มาตรา 14 สมาชิกสมทบ ประกอบด้วย บุคคลธรรมดาที่ประกอบวิชาชีพ ประกอบธุรกิจ หรือมีความรู้ด้านไอซีที หรือมีกิจกรรมเกี่ยวข้องกับงานไอซีที มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
      (1)    มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์
      (2)    มีความรู้ด้านไอซีที และ/ หรือที่เกี่ยวข้องกับไอซีทีตามข้อบังคับ
      (3)    ไม่เป็นผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณอันนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพตามข้อบังคับ
      (4)    ไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือไม่เป็นโรคที่กำหนดตามข้อบังคับ
      (5)    คุณสมบัติอื่นๆ ตามที่สภาจะกำหนด
      มาตรา 15 สมาชิกภาพของสมาชิก สิ้นสุดลงในกรณีดังต่อไปนี้:
      (1) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 13 หรือ 14
      (2) ตาย
      (3) ลาออก หรือ
      (4) กรณีอื่นตามที่กำหนดในข้อบังคับ
      มาตรา 16 สิทธิ และหน้าที่ของสมาชิก ให้เป็นไปตามที่กำหนดในข้อบังคับ

 

 

 

 

 

 

หมวด 3
คณะกรรมการ
--------------------------

      มาตรา 17 คณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วย กรรมการบริหาร ที่ได้รับการเลือกตั้งจากผู้แทนของสมาชิกสามัญ และสมาชิกวิสามัญ ตามที่กำหนดในข้อบังคับ โดยมีจำนวนกรรมการบริหารไม่น้อยกว่า 24 คน แต่ไม่เกิน 36 คน
      มาตรา 18 คณะกรรมการบริหาร มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี และวิธีดำรงตำแหน่งนั้น ให้เป็นไปตามข้อบังคับ
      มาตรา 19 ให้เป็นหน้าที่ของ คณะกรรมการบริหารชุดเดิม จัดให้มีการเลือกตั้ง คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ตามที่กำหนดในข้อบังคับ ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน ก่อนหมดวาระของคณะกรรมการบริหารชุดเดิม หากพ้นกำหนด ให้คณะกรรมการบริหารชุดเดิม และ ผู้อำนวยการดำเนินการแก้ไขตามข้อบังคับ
      กรรมการบริหารที่ดำรงตำแหน่งครบวาระ อาจได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน
      มาตรา 20 ห้ามผู้แทนสมาชิกสามัญ และผู้แทนสมาชิกวิสามัญ ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ เป็นกรรมการบริหาร
      (1) เป็นพนักงานของสภา
      (2) เป็นบุคคลล้มละลาย
      (3) เป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
      (4) เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดที่กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
      มาตรา 21 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 15 กรรมการบริหาร พ้นจากตำแหน่งเมื่อ:
      (1) ตาย
      (2) ลาออก
      (3) ที่ประชุมใหญ่สามัญ หรือวิสามัญของสภา มีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกสามัญที่มาประชุม
      (4) ในกรณีเป็นผู้แทนสมาชิกสามัญตามมาตรา 12 และพ้นจากตำแหน่งผู้แทนสมาชิกสามัญนั้น หรือสมาชิกสามัญนั้น พ้นจากสมาชิกภาพ
      (5) ในกรณีเป็นผู้แทนสมาชิกวิสามัญตามมาตรา 13 และพ้นจากตำแหน่งผู้แทนสมาชิกวิสามัญนั้น หรือสมาชิกวิสามัญนั้น พ้นจากสมาชิกภาพ
      (6) ลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 20
      (7) พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 47
      มาตรา 22 เมื่อ กรรมการบริหารที่ได้รับเลือกตั้งตามมาตรา 17 พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้ คณะกรรมการบริหาร มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการบริหารจากผู้แทนสมาชิกสามัญ และ/ หรือจากผู้แทนสมาชิกวิสามัญ แทนตำแหน่งกรรมการบริหารที่ว่างลง ภายในเก้าสิบวัน เว้นแต่วาระของกรรมการบริหารผู้นั้นจะเหลือน้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามข้อบังคับ ถ้าไม่สามารถเลือกได้ตามกำหนด ให้คณะกรรมการบริหาร และผู้อำนวยการ ดำเนินการแก้ไขตามข้อบังคับ
กรรมการบริหารที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนกรรมการบริหารที่ว่างลง อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระที่ยังเหลืออยู่ของกรรมการบริหารซึ่งตนแทน
      มาตรา 23 ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการบริหารว่างลง จนเหลือจำนวนน้อยกว่าที่จะเป็นองค์ประชุมตามมาตรา 28 ให้กรรมการบริหารที่เหลืออยู่ กระทำการในนามของคณะกรรมการบริหารต่อไปได้ แต่เฉพาะการจัดให้มีการเลือกตั้ง ตามมาตรา 22 และจัดให้มีการประชุมใหญ่สภา
      มาตรา 24 คณะกรรมการบริหาร มีอำนาจหน้าที่วางนโยบาย และกำกับดูแลการดำเนินงานของสภา ให้บังเกิดผลตามวัตถุประสงค์ของสภาในมาตรา 7 รวมทั้งการเสนอแนะให้ความเห็น และให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลต่อกรณีที่เกี่ยวกับการประกอบอุตสาหกรรมไอซีที ตลอดจนผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคมจากการพัฒนาอุตสาหกรรมไอซีทีของประเทศ หรือกรณีอื่นๆตามที่รัฐมนตรีร้องขอ คณะกรรมการบริหารมีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการ และที่ปรึกษา เพื่อช่วยงานในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหาร
      มาตรา 25 ให้ประธานคณะกรรมการบริหาร ดำรงตำแหน่งประธานสภา และให้รองประธานคณะกรรมการบริหาร ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ หนึ่งตามลำดับ
      ประธานสภา มีหน้าที่:
      (1) เป็นประธานที่ประชุมใหญ่สามัญ และที่ประชุมใหญ่วิสามัญ
      (2) ดำเนินกิจการของสภาให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการบริหาร, ที่ประชุมใหญ่สามัญ, และที่ประชุมใหญ่วิสามัญ
      รองประธานสภาคนที่ 1 มีหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากประธานสภา และเป็นผู้กระทำการแทนประธานสภา เมื่อประธานสภาไม่อยู่ หรืออยู่ แต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
      มาตรา 26 ให้ประธานกรรมการบริหาร กรรมการบริหาร ที่ปรึกษา และอนุกรรมการชุดต่างๆ ได้รับเบี้ยประชุม และผลประโยชน์ตอบแทนอื่นตามข้อบังคับ
      มาตรา 27 คณะกรรมการบริหาร เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของผู้อำนวยการ และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินงานของสภา ดังต่อไปนี้
      (1) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของสมาชิก การรับสมัคร คุณสมบัติ วินัย การลงโทษสมาชิก และการพ้นจากสมาชิกภาพ รวมทั้งการอุทธรณ์
      (2) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับตำแหน่งและภาระหน้าที่ของกรรมการบริหารเป็นรายตำแหน่ง ตลอดจนถึงระเบียบวิธีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหาร
      (3) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการประชุม และดำเนินกิจการของคณะกรรมการบริหาร และการประชุมใหญ่สภา
      (4) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดตั้งสำนักงาน และการดำเนินกิจการของสำนักงานสาขาสภาตามมาตรา 8
      (5) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการจำแนกกลุ่มสมาชิก การเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งกรรมการ สมาชิก การประชุม และดำเนินการของสาขา ตลอดจนกิจการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
      (6) ออกข้อบังคับกำหนดค่าลงทะเบียน ค่าบำรุง และค่าบริการที่จะพึงเรียกเก็บจากสมาชิก หรือบุคคลภายนอก
      (7) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการบัญชีและการเงินของสภา
      ให้คณะกรรมการบริหาร เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ออกระเบียบวิธีการแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และพิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามกฎหมาย เพื่อตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน และรายงานประจำปี แสดงผลงานภายใต้ความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี
      (8) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการบรรจุ การแต่งตั้ง การถอดถอน การกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินบำเหน็จ รางวัลพนักงาน รวมทั้งระเบียบ วินัย การลงโทษ และการร้องทุกข์ของพนักงาน
      (9) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน และการเก็บรักาาเงินทุกประเภท
      (10) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการสงเคราะห์พนักงาน ตลอดจนครอบครัวของบุคคลดังกล่าว หรือผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นพนักงาน
      (11)     ออกระเบียบ หรือข้อบังคับ ในเรื่องอื่นใดที่จำเป็นต่อการดำเนินงานภายในเกี่ยวกับกิจการของสภา
      (12) ให้คำปรึกษาแนะนำชี้แจงและอำนวยความสะดวกแก่สมาชิก ในการประกอบอุตสาหกรรมไอซีที เสนอแนะให้ความเห็น และให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลในเรื่องเกี่ยวกับการประกอบอุตสาหกรรมไอซีที
      (13) การกำหนด หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับใดๆ ต้องได้รับอนุมัติจาก ที่ประชุมใหญ่สภา แล้วให้แจ้งรัฐมนตรีทราบอย่างเป็นทางการต่อไป
      (14) ข้อบังคับตามที่กล่าวมานั้น ต้องแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ และปิดประกาศในที่เปิดเผยให้ทราบทั่วกัน
      มาตรา 28 การประชุมของคณะกรรมการบริหาร ต้องมีกรรมการบริหารมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการบริหารทั้งหมดตามมาตรา 17 จึงจะเป็นองค์ประชุม
มติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ให้ถือตามเสียงข้างมาก
ในการนับคะแนนเสียงในที่ประชุม ให้กรรมการบริหารหนึ่งคนมีหนึ่งคะแนนเสียง หากการนับคะแนนเสียงในที่ประชุมมีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกหนึ่งคะแนนเสียงเพื่อชี้ขาด
ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร ถ้ามีการพิจารณาเรื่องใดที่เกี่ยวกับตัวกรรมการบริหารผู้ใด กรรมการบริหารผู้นั้น มีสิทธิชี้แจงในเรื่องนั้น แต่ไม่มีสิทธิออกเสียง
      มาตรา 29 ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ประธานสภาเป็นผู้แทนของสภา
      มาตรา 30 ให้คณะกรรมการบริหารจัดให้มีการประชุมใหญ่สภาปีละหนึ่งครั้ง การประชุมใหญ่เช่นนี้ เรียกว่า ประชุมใหญ่สามัญ
การประชุมใหญ่คราวอื่น นอกจากการประชุมตามวรรคหนึ่ง เรียกว่า ประชุมใหญ่วิสามัญ
      มาตรา 31 ในการประชุมใหญ่สามัญ อย่างน้อยต้องมีระเบียบวาระการพิจารณาดังต่อไปนี้:
      (1) พิจารณาให้ความเห็นชอบรายงานแสดงสถานภาพเศรษฐกิจ และผลผลิตในปีที่ล่วงมาด้านไอซีทีของประเทศไทย เปรียบเทียบกับสากล
      (2) รับรองรายงานประจำปีแสดงผลงานของสภาในปีที่ล่วงมา
      (3) พิจารณารายงานประเมินผลงานสภาในปีที่ล่วงมา
      (4) พิจารณาอนุมัติงบดุลประจำปีของ สภาที่ได้รับการรับรองจากผู้สอบบัญชี
      (5) พิจารณาให้ความเห็นชอบนโยบายของคณะกรรมการบริหาร และแผนดำเนินงานประจำปี กับงบประมาณประจำปีของสภา
      (6) แต่งตั้งผู้สอบบัญชีรับอนุญาต และกำหนดค่าตอบแทนผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
      มาตรา 32 เมื่อมีเหตุจำเป็น คณะกรรมการบริหาร จะเรียกประชุมใหญ่วิสามัญเมื่อใดก็ได้
      (1) ให้ประธานกรรมการบริหารเรียกประชุมตามที่คณะกรรมการบริหารมีมติให้เรียกประชุม
      (2) สมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกสามัญ หรือไม่น้อยกว่า 20 ราย ตลอดจนสมาชิกวิสามัญจำนวนไม่น้อยกว่า 80 ราย จะทำหนังสือร้องขอต่อประธานคณะกรรมการบริหารให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญก็ได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ โดยในหนังสือร้องขอนั้นต้องระบุว่าประสงค์ให้เรียกประชุมเพื่อการใด
ในการนี้ให้ประธานคณะกรรมการบริหาร เรียกประชุมใหญ่วิสามัญภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รับหนังสือร้องขอ
      มาตรา 33 ในการประชุมใหญ่สามัญ และการประชุมใหญ่วิสามัญของสภา ให้ผู้อำนวยการทำหน้าที่เลขานุการในการประชุม
      (1) ต้องมีสมาชิกสามัญมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสามัญ และสมาชิกวิสามัญมาประชุมไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของจำนวนสมาชิกวิสามัญ จึงจะเป็นองค์ประชุม
      (2) การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุม ให้ถือเสียงข้างมากของสมาชิกสามัญ และสมาชิกวิสามัญที่มาประชุม
      (3) สมาชิกสามัญหนึ่งรายมีหนึ่งเสียงในการลงคะแนน และสมาชิกวิสามัญหนึ่งรายมีหนึ่งเสียงในการลงคะแนน
      (4) ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด
      (5) ให้ประธานสภาเป็นประธานที่ประชุม
      (6) กรณีประธานสภาไม่อยู่ในที่ประชุม หรืออยู่ แต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานสภาคนที่หนึ่ง เป็น ประธานที่ประชุม
      (7) หาก ประธานสภา และรองประธานสภาคนที่หนึ่ง ไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้ สมาชิกที่มาประชุมเลือกกรรมการบริหารคนหนึ่งเป็นประธานที่ประชุม
      มาตรา 34 ในการประชุมใหญ่สามัญของสภา ถ้าสมาชิกสามัญ และสมาชิกวิสามัญ มาประชุมไม่ครบองค์ประชุม ให้เลื่อนการประชุมนั้นออกไปอีกครั้งหนึ่ง โดยให้ประธานสภามอบหมายผู้อำนวยการแจ้งวันประชุมครั้งใหม่ให้สมาชิกทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน การประชุมใหญ่สามัญครั้งใหม่นี้ ไม่ว่าจะมีสมาชิกสามัญ และสมาชิกวิสามัญ มาประชุมจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นองค์ประชุมได้ แต่การประชุมในครั้งนี้ ให้ดำเนินการได้เฉพาะกิจกรรมอันพึงกระทำตามระบุในมาตรา 31 เท่านั้น
      มาตรา 35 ถ้าสมาชิกสามัญ และสมาชิกวิสามัญ มาประชุมไม่ครบองค์ประชุมใหญ่วิสามัญ
      (1) หากการประชุมใหญ่วิสามัญนั้นได้เรียกตามคำร้องขอของสมาชิกให้งดประชุม
      (2) หากเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่สมาชิกมิได้ร้องขอ ให้เลื่อนการประชุมใหญ่วิสามัญนั้นออกไป โดยให้ ประธานสภา มอบหมาย ผู้อำนวยการ เรียกประชุมใหญ่วิสามัญอีกครั้งภายใน สี่สิบห้าวัน และการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งหลังนี้ ไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกสามัญ และสมาชิกวิสามัญ มาประชุมครบองค์ประชุมตาม      มาตรา 33 (1)

 

 

 

 

 

 

หมวด 4
พนักงาน
--------------------------

      มาตรา 36 สำนักงานสภา มีผู้อำนวยการเป็นหัวหน้าสำนักงานโดยตำแหน่ง ทำหน้าที่บริหารกำกับดูแลการดำเนินงานประจำของสำนักงาน ให้เป็นไปตามนโยบายคณะกรรมการบริหาร และตามข้อบังคับ
      มาตรา 37 ให้ สำนักงานสภา มี พนักงานประจำ คือผู้อำนวยการ และตำแหน่งลูกจ้างอื่นๆ ซึ่งมาจากการจ้างตามข้อบังคับ
คณะกรรมการบริหาร เป็นผู้มีอำนาจจ้าง และยกเลิกการจ้างผู้อำนวยการ
หลักเกณฑ์ และวิธีการสรรหาผู้อำนวยการ ให้เป็นไปตาม ข้อบังคับ
      มาตรา 38 ให้มีระเบียบว่าด้วยการพัฒนาบุคคลากรตามข้อบังคับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หมวด 5
การดำเนินกิจการของสภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย
--------------------------

      มาตรา 39 ให้ รัฐมนตรี จัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นทุนประเดิมหกสิบล้านบาท สำหรับการจัดตั้งสำนักงาน และหน่วยงานฝ่ายธุรการรองรับภารกิจของสภาได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว สำหรับสถานที่ทำงานนั้น ให้ คณะกรรมการบริหารพิจารณาตามเกณฑ์ระบุในข้อบังคับ
      มาตรา 40 ให้คณะกรรมการบริหารจัดทำรายงานประจำปีแสดงผลงานคณะกรรมการบริหารในปีที่ล่วงมา และคำชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายเสนอต่อที่ประชุมใหญ่สามัญ พร้อมด้วยงบดุลและบัญชีรายได้ และรายจ่ายประจำปี ซึ่งมีผู้สอบบัญชีรับรองภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน และให้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวไปยังรัฐมนตรี เพื่อรับทราบ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่สามัญรับรองแล้ว
ให้ คณะกรรมการบริหาร จัดจ้างบุคคลภายนอก จัดทำประเมินผลงานคณะกรรมการในปีที่ล่วงมา ประกอบรายงานประจำปี แล้วเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการบริหาร และที่ประชุมใหญ่สามัญ ตามลำดับ
      มาตรา 41 ผู้สอบบัญชีตามมาตรา 40 วรรคหนึ่งนั้น ให้ที่ประชุมใหญ่สามัญสภา แต่งตั้งจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชี ขึ้นทะเบียนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และต้องไม่เป็นกรรมการ หรือพนักงานกระทรวงไอซีที
ให้ ผู้สอบบัญชี มีอำนาจตรวจสอบสรรพสมุดบัญชี และเอกสารหลักฐานของสภา และขอคำชี้แจงจากกรรมการบริหาร และพนักงานลูกจ้างได้
ให้ ผู้สอบบัญชี ได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่ ที่ประชุมใหญ่สามัญสภากำหนด
      มาตรา 42 ห้าม สภา กระทำการใดๆ ดังต่อไปนี้
      (1) ประกอบวิสาหกิจ เข้าดำเนินการประกอบวิสาหกิจของบุคคลใด เข้าถือหุ้นเป็นหุ้นส่วนหรือร่วมทุนในการประกอบวิสาหกิจไอซีทีกับบุคคลใด เว้นแต่เป็นการประกอบวิสาหกิจเพียงเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสภา ตามมาตรา 7
      (2) ดำเนินการด้วยประการใดๆ เชิงแทรกแซงกลไกการตลาด ในอันที่จะกดราคาสินค้า หรือค่าบริการไอซีทีให้ตกต่ำ หรือทำให้สูงเกินสมควร หรือทำให้เกิดปั่นป่วนเกี่ยวกับราคาสินค้า หรือค่าบริการไอซีที
      (3) ดำเนินการด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายการแข่งขันอันพึงมีตามปกติวิสัยของการประกอบวิสาหกิจไอซีที เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมไอซีทีของประเทศ
      (4) ดำเนินการด้วยประการใดๆ อันอาจเป็นภัยต่อเศรษฐกิจความมั่นคงของประเทศ หรือต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
      (5) ให้กู้ยืมเงินหรือให้เงินแก่สมาชิก หรือบุคคลอื่นใด เว้นแต่เป็นการให้กู้ยืมเพื่อเป็นการสงเคราะห์พนักงาน หรือครอบครัวของพนักงานตามข้อบังคับ หรือเป็นการให้เพื่อการกุศลสาธารณะ หรือตามหน้าที่ศีลธรรม หรือตามควรแก่อัธยาศัยในสังคม
      (6) กีดกัน หรือขัดขวาง มิให้ผู้ใด ซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกได้ตามพระราชบัญญัติ และข้อบังคับเข้าเป็นสมาชิก หรือให้สมาชิกออกจากสภา โดยขัดต่อพระราชบัญญัติหรือข้อบังคับ
      (7) แบ่งปันผลกำไรหรือรายได้ให้แก่สมาชิก
      (8) ดำเนินการเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมือง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หมวด 6
การกำกับดูแลของรัฐ
--------------------------

 

 

 

      มาตรา 43 ให้ รัฐมนตรี มีอำนาจดังต่อไปนี้
      (1) กำกับดูแลให้คณะกรรมการดำเนินการตามมาตรา 27
      (2) โดยสำนักงานปลัดกระทรวงไอซีที สั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานของสภา
      (3) สั่งเป็นหนังสือให้กรรมการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจกรรมของสภา และจะให้ส่งเอกสารเกี่ยวกับการดำเนินงาน หรือรายงานการประชุมของคณะกรรมการบริหารด้วยก็ได้
      (4) สั่งเป็นหนังสือให้สภาหรือกรรมการบริหารระงับ หรือแก้ไขการกระทำใดๆ ที่ปรากฏว่าขัดต่อกฎหมาย หรือ มติของคณะรัฐมนตรี หรือข้อบังคับ เมื่อสั่งการอย่างใดแล้ว ให้รายงานต่อ คณะรัฐมนตรี เพื่อทราบ และมีมติให้ดำเนินการตามที่เห็นสมควรต่อไป
      มาตรา 44 เพื่อปฏิบัติการตามคำสั่งของรัฐมนตรีตามมาตรา 43 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ โดยคำสั่งจากสำนักงานปลัดกระทรวงไอซีทีมีอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา เข้าไปตรวจสอบเอกสาร หรือหลักฐานในสำนักงานของสภาได้ในระหว่างเวลาทำการ หรือให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องชี้แจงแก่ พนักงานเจ้าหน้าที่ ตามที่ร้องขอ
ในการปฏิบัติการของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร
      มาตรา 45 ในการปฏิบัติการตามมาตรา 44 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด
      มาตรา 46 เมื่อปรากฏว่าสภาดำเนินการผิดวัตถุประสงค์ของสภา หรือกระทำการใดๆอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในมาตรา 42 หรืออาจเป็นภัยต่อระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจำนวนไม่เกินเจ็ดคน ดำเนินการเก็บรวบรวมเอกสาร หรือหลักฐานเกี่ยวข้อง สอบสวนเท็จจริงเสนอรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการต่อไป
กรณีรัฐมนตรีมีคำสั่งสอบสวนกรรมการบริหารคนใดคนหนึ่งหรือหลายคน ในกรณีเช่นนี้ ให้ กรรมการบริหารพ้นจากตำแหน่ง ไม่มีสิทธิเป็นกรรมการบริหารอีก เว้นแต่จะพ้นกำหนดห้าปีนับแต่วันที่รัฐมนตรีมีคำสั่งผลการสอบสวนให้แล้วเสร็จ และรายงาน รัฐมนตรี ภายใน 120 วัน เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
กรณีรัฐมนตรีมีคำสั่งสอบสวนกรรมการบริหารทั้งคณะ ในกรณีเช่นนี้ ให้กรรมการบริหารที่พ้นจากตำแหน่ง ไม่มีสิทธิเป็นกรรมการบริหารอีก เว้นแต่จะพ้นกำหนดห้าปีนับแต่วันที่รัฐมนตรีมีคำสั่ง ผลการสอบสวนให้รายงานรัฐมนตรีนำเสนอคณะรัฐมนตรีภายใน 180 วัน เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
      มาตรา 47 ในกรณีที่รัฐมนตรีมีคำสั่งให้กรรมการบริหารทั้งคณะ พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 46 ให้ รัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลจากสมาชิกสามัญของสภาจำนวนไม่น้อยกว่าสิบห้าคนแต่ไม่เกินยี่สิบเอ็ดคน เป็นคณะกรรมการบริหารชั่วคราว ในวันเดียวกันกับวันที่รัฐมนตรีมีคำสั่งสอบสวน และให้กรรมการบริหารทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง
ให้ คณะกรรมการชั่วคราว ตามวรรคหนึ่ง มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการเพียงเท่าที่จำเป็น และดำเนินการเลือกตั้งตามข้อบังคับภายใน 120 วันนับแต่วันที่รัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชั่วคราว เพื่อให้มีการเลือกตั้ง กรรมการบริหารคณะใหม่    

      ตามมาตรา 24
เมื่อกรรมการบริหารคณะใหม่เข้ารับหน้าที่แล้ว ให้คณะกรรมการบริหารชั่วคราวซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง
 

หมวด 7
บทกำหนดโทษ
--------------------------

      มาตรา 48 สภาฝ่าฝืนข้อห้ามมาตรา 42 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าล้านบาท
      มาตรา 49 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 10 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละหนึ่งหมื่นบาท จนกว่าจะเลิกใช้ชื่อ หรือเครื่องหมายสภา
      มาตรา 50 ผู้ใดขัดขวาง หรือไม่ชี้แจง หรือไม่อำนวยความสะดวก ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการตามมาตรา 45 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท
 

บทเฉพาะกาล
--------------------------

      มาตรา 51 ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้รัฐมนตรีเป็นผู้จัดตั้งคณะกรรมการก่อตั้งจำนวนไม่เกิน 17 คน ซึ่งเป็นผู้แทนจาก สมาคมการค้าไอซีที จำนวน 10 คน และผู้แทนจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไอซีที, ผู้ค้าผลิตภัณฑ์ไอซีที, สมาคมเกี่ยวข้องวิชาชีพไอซีที, ภาควิชาสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชาไอซีที, หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชาไอซีที, บริษัทที่ปรึกษา และนิติบุคคลผู้ใช้งานไอซีที จำนวนฝ่ายละ หนึ่งคน จัดให้มีการเลือกตั้งกรรมการบริหาร
ให้คณะกรรมการก่อตั้ง พิจารณาตำแหน่ง ประธาน, รองประธาน, ผู้ช่วยประธาน, กรรมการเลขานุการ และกรรมการผู้ช่วยเลขานุการ ดำเนินการจัดทำข้อบังคับสภา และ/ หรือ ประกาศ/ ระเบียบ/ คำสั่งที่เกี่ยวข้อง โดยผ่านการระดมสมองในที่ประชุมเทคนิคพิจารณ์ และประชาพิจารณ์ให้แล้วเสร็จภายในเก้าเดือนนับแต่วันได้รับแต่งตั้งตามวรรคก่อน
คณะกรรมการก่อตั้งมีอำนาจดำเนินการเพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และดำเนินการเรียกประชุมสมาชิกสามัญ และสมาชิกวิสามัญ เพื่อเลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ ตามมาตรา 17 และ มาตรา 18 ภายใน 12 เดือน นับแต่วันได้รับแต่งตั้งตามวรรคแรก
ให้รัฐมนตรีจัดตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายให้กับคณะกรรมการก่อตั้ง เพื่อดำเนินการตามความในวรรคก่อนจนกว่าจะแล้วเสร็จ ในการดำเนินการตามวรรคสอง และวรรคสาม ถ้ามีความจำเป็นรัฐมนตรีจะขยายเวลาให้ก็ได้ การขยายเวลาดังกล่าว ให้ขยายได้ครั้งละไม่เกินสามเดือน แต่ทั้งนี้รวมกันแล้ว ต้องไม่เกินหกเดือน
      มาตรา 52 ให้คณะกรรมการก่อตั้งพิจารณาสัดส่วนที่เหมาะสม ระหว่างกรรมการบริหารจากสมาชิกสามัญ ตลอดจนถึงกรรมการบริหารจากสมาชิกวิสามัญ ไว้ให้เป็นที่ชัดเจนในข้อบังคับ
ทั้งนี้ ข้อบังคับจะต้องระบุขอบเขตวัตถุประสงค์ของสภา ที่จะสามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม และกำหนดให้คณะกรรมการบริหารมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด
      มาตรา 53 ให้คณะกรรมการก่อตั้ง เปิดรับสมาชิกตามข้อบังคับ
      มาตรา 54 ให้คณะกรรมการก่อตั้ง แจ้งรัฐมนตรีรับทราบอย่างเป็นทางการภายใน 30 วัน นับจากวันได้รับการเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่สามัญ ตามระบุในมาตรา 40 วรรคหนึ่ง
      มาตรา 55 ให้คณะกรรมการก่อตั้ง ปฏิบัติภารกิจกรรมการสภาตามระบุในข้อบังคับ พร้อมทั้งดำเนินการจัดตั้งสำนักงาน และหน่วยงานฝ่ายธุรการรองรับภารกิจของสภาอย่างเป็นรูปธรรมในทันที
      มาตรา 56 ให้คณะกรรมการก่อตั้ง จัดให้กรรมการบริหารชุดใหม่ มีโอกาสเข้าศึกษางานสภาไม่น้อยกว่าสี่เดือนก่อนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
      มาตรา 57 คณะกรรมการก่อตั้งทั้งหมด มีวาระอยู่ในตำแหน่งอีกสี่เดือน นับจากวันประกาศผลเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่แล้วเสร็จ แต่ทั้งหมดนี้ ต้องให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์โดยเร็ว
      มาตรา 58 กรรมการบริหารชุดใหม่ ซึ่งได้รับเลือกตั้งตามมาตรา 17 แล้ว ต้องดำเนินการแต่งตั้งกรรมการสาขา ตามมาตรา 8 และแต่งตั้งอนุกรรมการ และคณะทำงาน ตามข้อบังคับภายในสี่เดือนนับแต่วันได้รับเลือกตั้ง


 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ





นายกรัฐมนตรี
----------------------------------






หมายเหตุ: เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร มีบทบาทสำคัญในการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจ และสามารถนำรายได้ที่ไม่จำกัดเข้าสู่ประเทศ ซึ่งโดยอ้อมจะส่งผลให้เกิดรายได้แก่ประเทศชาติในทุกภาคส่วน ทั้งนี้หลายประเทศทั่วโลกได้นำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น อินเดีย จีน เกาหลีใต้ ดังนั้น จึงเห็นควรส่งเสริมผลักดันให้มีการจัดตั้ง สภาเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารให้อยู่ในระดับสากล และสามารถยืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้ สภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย จะก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านการประสานงานนโยบาย และการดำเนินงาน ระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน อย่างมีระบบ ในสาขาต่างๆ และเสนอแนะแนวนโยบายที่สำคัญที่ส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ เสริมสร้างมาตรฐาน จรรยาบรรณของผู้ประกอบการ ส่งเสริมให้เกิดการร่วมทุน และลงทุนระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มรายได้ของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

Free business joomla templates