Thai Chinese (Traditional) English Japanese
HomeArticlesประวัติความเป็นมาของการพัฒนาวิศวกรรมอากาศยานพาณิชย์ไทย

การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในงานก่อสร้าง


บทความรับเชิญ:

ตามพระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542 ได้ออกข้อบังคับสภาวิศวกร ว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพวิศวกรรม และการประพฤติผิดจรรยาบรรณ เพื่อป้องกันการกระทำของวิศวกรอันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติแห่ง วิชาชีพ โดยได้กำหนดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมจำนวน 15 ข้อ อาทิเช่น ไม่เรียกรับ หรือ ยอมรับทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อย่างใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยมิชอบจากผู้รับเหมา การไม่ใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบธรรม หรือใช้อิทธิพล หรือให้ผลประโยชน์แก่บุคคลใด เพื่อให้ตัวเองหรือผู้อื่นได้รับหรือไม่ได้รับงาน การไม่ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมเกินความสามารถที่ตนเองจะกระทำได้ การไม่ละทิ้งงานที่ได้รับโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า ข้อบังคับดังกล่าวมีกฎระเบียบ และข้อบัญญัติที่อาจเป็นประเด็นสงสัยของวิศวกร ว่าปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกจรรยาบรรณ เช่น การออกแบบ การควบคุมงาน โดยใช้วิศวกรหลายคน จะทำอย่างไร การลงนามควบคุมงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ควรทำอย่างไร เป็นต้น ดังนั้น วิศวกรจำเป็นต้องได้รับทราบข้อมูลเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถประพฤติปฏิบัติให้อยู่ในกรอบวิชาชีพของจรรยาบรรณที่ถูกต้อง จึงขอนำเสนอแนวคิด ดร.สุขุม สุขพันธ์โพธาราม ในด้านการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในงานก่อสร้าง เพื่อประกอบความเข้าใจในทิศทางของจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพวิศวกรไทยไว้ ณ ที่นี้

 

 

 

การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในงานก่อสร้าง

 

 

 

ดร.สุขุม สุขพันธ์โพธาราม วุฒิโยธา วสท.

บทความ จาก หนังสือที่ระลึกการประชุมใหญ่สามัญ ของสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย ประจำปี พ.ศ. 2547

โรคระบาดร้ายแรง: คอร์รัปชันเป็นมะเร็งร้ายของชาติ เป็นโรคระบาดร้ายแรงที่บ่อนทำลายเศรษฐกิจและสังคมอย่างใหญ่หลวง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาการแก้ปัญหานี้ไม่เป็นผล ขาดประสิทธิภาพ ไม่ลดลง มีแต่เพิ่มขึ้นตามการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่รัฐบาลเร่งรัดแต่เพียงอย่าง เดียว

การมุ่งเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มองข้ามปัญหาสังคมที่จะตามมา รวมทั้งการสนับสนุนให้มีการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยในสังคม พฤติกรรมของผู้บริหารประเทศระดับสูง ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนบางกลุ่ม สังคมที่ยกย่องแต่คนเก่ง คนดัง แต่ขาดการยกย่องคนดี เป็นต้นเหตุสำคัญ ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันเพิ่มมากขึ้นในทุกระดับ หากปล่อยปะละเลยต่อไปไม่แก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง จะทำให้ประเทศชาติเสียหายร้ายแรง ความคิดของคนในสังคมจะอ่อนแอ คนดีจะท้อถอย คนชั่วจะอาศัยศักยภาพความได้เปรียบของตนสร้างความไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นใน สังคม ใช้จุดอ่อนของกฎหมายสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในขบวนการต่างๆ ทำให้ประเทศมีต้นทุนการผลิตสูง ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆ ในยุคนี้ได้

การ แก้ปัญหาคอร์รัปชันของภาครัฐที่ผ่านมา มิได้ดำเนินการอย่างจริงจัง บทบาทขององค์กรต่างๆ ที่มีอยู่ตามกฎหมายยังขาดประสิทธิภาพ มีการแทรกแทรงทางการเมืองในการดำเนินงาน ประเทศของเราขาดการลงทุนทางด้านการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน นโยบายสงครามปราบคอร์รัปชันของรัฐบาลยังมิได้เริ่มต้น องค์กรภาคประชาชนยังอ่อนแอไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐให้มีส่วนร่วมอย่าง จริงจัง


คอร์รัปชันก่อสร้าง 10 ปี หนึ่งล้านล้านบาท: การทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยมีอยู่ในทุกส่วนราชการ ทุกกระทรวง ทบวง กรม เกิดขึ้นโดยข้าราชการตั้งแต่ระดับล่างสุด จนถึงระดับสูงสุด รวมทั้งนักการเมืองทุกชั้นทุกประเภทอีกด้วย การทุจริตคอร์รัปชันในการก่อสร้าง เป็นการทุจริตภาคหนึ่งของการทุจริตโดยรวม ปริมาณการทุจริตคอร์รัปชันในภาคนี้มีปริมาณค่อนข้างสูงมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับงบประมาณจำนวนมาก

จากข้อมูลการศึกษาล่าสุดของ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (“คอร์รัปชัน: นักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ” มิถุนายน 2547 หน้า 191) สรุปได้ว่า ในระหว่างปี พ.ศ. 2536 – 2545 รวม 10 ปี หากมีการ ทุจริตเกิดขึ้นที่ร้อยละ 15 ของค่าครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้างของรัฐ และงบลงทุนของรัฐวิสากกิจแล้ว ความสูญเสียของรัฐที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวจะไม่น้อยกว่า 500,000 ล้านบาท และหากมีการทุจริตที่ร้อยละ 30 ความสูญเสียของรัฐที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาเดียวกันจะเกิดขึ้นไม่น้อยกว่า 1,000,000 ล้าบาท นับเป็นการสูญเสียที่มากมายมหาศาล

นอกจากนี้ ผลการศึกษายังสรุปต่อไปว่า “สำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ข้าราชการประจำระดับอธิบดี และปลัดกระทรวง หรือผู้บริหารรัฐวิสาหกิจระดับผู้ว่าการ จะไม่สามารถกระทำได้ด้วยตนเองเพียงภาคี (Party) เดียว หากแต่ต้องร่วมมือกับอีกสองภาคีที่สำคัญ คือ กับธุรกิจเอกชน และกับนักการเมือง จึงจะสำเร็จได้เพื่อให้กระบวนการทุจริตเป็นไปอย่างราบรื่นและแนบเนียน จากการสัมภาษณ์พบว่าในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มข้าราชการ กลุ่มนักการเมือง และกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง ต่างก็พยายามจะจัดตั้งหรือสนับสนุนบริษัทที่ปรึกษาโครงการที่เป็นของตนเอง หรือที่พวกเขามีหุ้นส่วน หรือมีหุ้นลมอยู่ให้เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันกลุ่มนักการเมือง และกลุ่มธุรกิจก่อสร้างต่างก็พยายามผลักดันคนของตนเองให้ขึ้นสู่ตำแหน่างที่ สำคัญในระดับกรม และในสำนักงานปลัดกระทรวงควบคู่กันไปด้วย” (.......หน้า 190)

ตัวเลขความสูญเสียของรัฐในอดีตที่ผ่านมา 10 ปี ประมาณหนึ่งล้านล้านบาทข้างต้นนั้น เป็นตัวเลขเฉพาะในภาคก่อสร้าง (ค่าครุภัณฑ์ ที่ดิน และสิ่งก่อสร้าง) เท่านั้น หากรวมการทุจริตคอร์รัปชันในภาคอื่นๆ ด้วยแล้วคงจะเป็นตัวเลขสุดคณานับ ที่คนไทยทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้เพื่อมิให้ประเทศของเราล่ม สลายในที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มของงบประมาณในภาคก่อสร้างของรัฐจะมีสูงขึ้นเป็นลำดับ และการทุจริตคอร์รัปชันในภาคนี้กระทำได้เป็นกอบเป็นกำ หากไม่มีมาตรการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นระบบแล้ว ความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อไปจะมีมากขึ้นเป็นทวีคูณ


เปรียบเทียบกับการสร้างภาพยนตร์: ถ้า จะเปรียบการก่อสร้าวโครงการใดโครงการหนึ่งกับการสร้างภาพยนตร์ ก็จะทำให้ผู้ที่มิได้อยู่ในวงการนี้เข้าใจดียิ่งขึ้น ภาพยนตร์แต่ละเรื่องกว่าจะสร้างเสร็จมีขั้นตอนมากมาย ตั้งแต่การคิด การสร้างเรื่องอะไร การเขียนบทภาพยนตร์ และ ฯลฯ จนกระทั่งนำออกฉายตามโรง ทุกขั้นตอนจะเกี่ยวข้องกับบุคคลต่างๆ มากมาย ตั้งแต่นายทุน ผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ ดารานำแสดง ตัวประกอบ ช่างกล้อง ฯลฯ เป็นต้น หากขั้นตอนต่างๆ ดี และผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบดี ก็จะได้ภาพยนตร์ที่ดี มีคนชม ได้กำไร นายทุนก็ไปลงทุนต่อ สร้างภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่ดีเพิ่มขึ้นเป็นเป็นประโยชน์ต่อผู้ชมและนายทุน หากเป็นในทางตรงกันข้าม ผู้เกี่ยวข้องเป็นคนไม่ดี อีกทั้งขั้นตอนต่างๆ ก็ไม่ดีด้วย ภาพยนตร์เรื่องนั้นก็คงขาดทุน ขาดผู้ชม นายทุนก็ต้องเลิกทำภาพยนตร์ แต่ในการสร้างภาพยนตร์ นายทุนเป็นเอกชนย่อมไม่ยอมให้ขาดทุนได้ง่ายๆ เพราะเป็นเงินลงทุนของตนเอง คงไม่ยอมให้ใครทุจริตหรือโกงในขั้นตอนต่างๆ ได้ จึงต้องมีการตรวจสอบ ควบคุมการดำเนินงานขั้นตองต่างๆ อย่างรัดกุมและรอบคอบ แต่โครงการก่อสร้างต่างๆ ของรัฐบาลนั้น ใช้เงินจากภาษีอากรของราษฎร รัฐบาลเป็นเพียงผู้แทนที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ โดยมีประชาชน 65 ล้านคนเป็นนายทุน หากขั้นตอนการก่อสร้างต่างๆ ไม่มีคนรับผิดชอบ ผู้ที่ขาดทุนคือคนไทยทั้งชาติ ความเสียหายจะตกอยู่กับประชาชนทุกคน ยกเว้นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น


ทุจริตงานราษฎร์– การทุจริตงานหลวง: การ ทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นได้ทั้งในงานราษฎร์และงานหลวง แต่ความสนใจทั้งหลายทั้งปวงของคนส่วนใหญ่จะอยู่ที่การทุจริตของงานราชการ เนื่องจากเป็นเงินภาษีอากรจากราษฎรโดยตรง ความจริงแล้ว ถึงแม้ในงานภาคเอกชนจะมีการคุมเข้มของเจ้าของทุนแล้วก็ตาม ก็ยังมีการทุจริตคอร์รัปชันกันอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือบริษัทมหาชนที่การบริหารยังขาดความโปร่งใส ขาดการตรวจสอบที่รัดกุม ถึงแม้ว่าคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) จะกำหนดให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีคณะกรรมการตรวจสอบที่เป็นกลางขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบการบริหารจัดการของผู้บริหารก็ตาม

การ ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นในงานก่อสร้างที่จะกล่าวถึงต่อไป จะเน้นเฉพาะเรื่องการก่อสร้างของทางราชการ หรืองานหลวงเท่านั้น อย่างไรก็ตามหากภาคเอกชจะนำมาตรการต่างๆ ที่ใช้กับงานหลวงนี้ ไปประยุกต์ใช้กับงานราษฎร์ก็สามารถจะนำไปใช้ได้เช่นกัน


ขั้นตอน– ตัวละคร ในโครงการก่อสร้างของรัฐ: โครงการก่อสร้างของทางราชการมีหลายขนาดต่างกันที่งบประมาณที่ใช้ ตั้งแต่โครงการขนาดเล็ก ซึ่งอาจใช้งบประมาณเพียง 500,000 บาท โครงการขนาดกลาง โครงการขนาดใหญ่ จนถึงโครงการขนาดใหญ่มาก (เมกะโปรเจ็ค) ที่มีมูลค่างานเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท โครงการก่อสร้างขนาดเล็กย่อมมีขั้นตอนน้อย ตัวละครหรือผู้เกี่ยวข้องก็น้อย และเป็นตัวเล็กๆ ความสูญเสียของเม็ดเงินจากการทุจริตแต่ละโครงการอาจน้อย อย่างไรก็ตามเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของงานแล้วอาจสูงมากๆ เช่นงานก่อสร้างขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นบางแห่งการทุจริตอาจมีสูงถึง 50% ของงบก่อสร้าง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเป็นโครงการเล็กแต่มีจำนวนโครงการมากเป็นพันเป็นหมื่นโครงการ ความสูญเสียต่อชาติโดยรวมย่อมสูงมาก เช่นเดียวกันกับโครงการขนาดใหญ่ๆ เมื่อโครงการใหญ่ขึ้นขั้นตอนในการก่อสร้างรวมทั้งตัวละครที่เข้ามาเกี่ยว ข้องกับโครงการก็มีมากขึ้นตามลำดับ หากมีการทุจริตเกิดขึ้นในโครงการขนาดใหญ่ๆ รวมทั้งขั้นตอนการก่อสร้างไม่ดี ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นจำวนมหาศาล เช่น โครงการก่อสร้างทางด่วนสายบางนา-ชลบุรี นอกจากไม่คุ้มทุน (ขาดทุน) มหาศาลแล้วยังทำให้เกิดกรณีค่าไง่ทางด่วน 6,200 ล้านบาท อีกด้วย โครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายหลายหมื่นล้านบาท และ ฯลฯ เป็นต้น

การ ทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้ได้ในทุกขั้นตอนของโครงการก่อสร้าง และเกิดจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง (ตัวละคร) ในทุกขั้นตอนได้เช่นกัน ตั้งแต่ต้นจนจบโครงการ ซึ่งจะจบลงด้วยความสำเร็จหรือความหายนะก็ขึ้นอยู่กับบุคคล และขั้นตอนต่างๆ ทั้งนั้น (From Birth to Hell or Prosperity at the End) ขั้นตอนการก่อสร้างจำนวนมากอาจจำแนกได้เป็นลำดับ ตั้งแต่ การคิดโครงการ การจัดทำโครงการเพื่อเสนอขออนุมัติ การของบประมาณขั้นต้น การจ้างบริษัทที่ปรึกษาโครงการ การศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มทุน (Feasibility Study) การของบประมาณ การประมาณการราคากลาง การกำหนดข้อกำหนดรายละเอียด (Specifications) การกำหนด TOR (Terms of References) การจัดซื้อจัดจ้าง การลงนามในสัญญาก่อสร้าง และการตรวจรับงาน เป็นต้น จากขั้นตอนต่างๆ ข้างต้น จะเห็นได้ว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการทุจริตได้ก็คือ บุคคล (หรือนิติบุคคล) ที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนนั้นๆ ทุกขั้นตอน ซึ่งได้แก่ นักการเมืองทุกระดับ ผู้มีอิทธิพล ข้าราชการทุกระดับ บริษัทที่ปรึกษา นักวิชาชีพ (วิศวกร, สถาปนิก, นักเศรษฐศาสตร์ ฯลฯ) นักธุรกิจ ผู้ประกอบการและผู้ผลิต เป็นต้น

แผน ภูมิที่ 1 แสดงความเกี่ยวพันของขั้นตอนในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่กับบุคคลที่เกี่ยว ข้องหรือตัวละครที่แสดง เพื่อให้เห็นภาพเส้นทางสู่คอร์รัปชันชัดเจนมากยิ่งขึ้น

โครงการที่มี การคอร์รัปชันมากนั้น เปรียบเสมือนเป็นปีศาจ (เช่น โครงการโฮปเวล, ทางด่วนบางนา-ชลบุรี โครงการคลองด่าน ที่ผ่านมา) มีผู้ให้กำเนิดปีศาจขึ้นมา (ผู้คิดโครงการ) เมื่อปีศาจตนนี้เติบโตขึ้นมีกำลังแข็งแรงข฿้น เป็นภัยร้ายแรงก่อความเสียหายมากขึ้นตามขั้นตอน ป้องกันยากขึ้น ดังนั้น การป้องกันการคอร์รัปชันในโครงการก่อสร้างที่ไม่ดีต้องไม่ให้โครงการ (ปีศาจ) นั้นเกิด นั่นคือ ภาคประช่ชนจะต้องร่วมกันต่อต้านโครงการที่ไม่ดี ร่วมมือกันฆ่าปีศาจตั้งแต่เริ่มต้น ถ้าปล่อยให้ปีศ่จเจริญเติบโตต่อไปการต่อสู้จะลำบาก การป้องกันการคอร์รัปชันในโครงการก่อสร้างนั้นก็ยากมากยิ่งขึ้น ดังที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้


มาตรการป้องกัน: โครงการก่อสร้างที่ดีที่คิดดี ทำดี ก็มีไม่น้อย สมควรไดรับการยกย่องสรรเสริญ อย่างไรก็ตามโครงการที่ส่อเค้าทุจริตคอร์รัปชันตั้งแต่ต้นก็มีให้เห็นกันมาก เช่นกัน มีการละเว้นการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ที่จะต้องกระทำ อาศัยช่องโหว่ของกฎหมายหรือเลี่ยงกฎหมาย ขาดความโปร่งใส การประพฤติผิดจรรยาบรรณของนักธุรกิจ และนักวิชาชีพ โดยร่วมมือกับนักการเมืองที่ไม่สุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง

 

rs-problem.jpg

 

 

 
แผนภูมิที่ 1 เส้นทางสู่การคอร์รัปชันในโครงการก่อสร้าง


การ แก้ปัญหาคอร์รัปชันให้หมดไปจากผืนแผ่นดินไทยคงเป็นไปไม่ได้ การร่วมมือร่วมใจกันโดยภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนอย่างจริงจัง จะทำได้เพียงสามารถลดคอร์รัปชันให้น้อยลงได้ มาตรการป้องกันการคอร์รัปชันในโครงการก่อสร้าง 9 ข้อ ซึ่งเป็นผลสรุปจากการสัมมนาประจำปี 2547 ของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2547 ซึ่งนับได้ว่าเป็นมาตรการที่น่าสนใจสมควรที่คนไทยในชาติทุกส่วนจะได้รับรู้ และร่วมมือกันดำเนินการต่อไปให้บรรลุผล มีดังนี้:

1.    ให้มีการกำหนดมาตรฐานแห่งชาติทุกขั้นตอนของโครงการก่อสร้าง ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ รวมทั้งกำหนดมาตรฐานแห่งชาติทางวิชาชีพต่างๆ เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม เป็นการป้องกันการทุจริตแต่เบื้องต้น
2.    การกำหนดราคากลาง ต้องจัดตั้งให้มีองค์กรกลางดูแลรับผิดชอบเพื่อให้ได้ราคากลางที่แท้จริง มีมาตรฐานถูกต้อง และเป็นธรรม พร้อมทั้งปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันตลอดเวลา
3.    ต้องกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูล รายละเอียดโครงการทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มโครงการ ขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การนำเสนอขออนุมัติโครงการ การดำเนินงาน การติดตาม และประเมินผลโครงการ เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมรับรู้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน แสดงประเด็นข้อห่วงใย และมีส่วนร่วมในการติดตาม และประเมินผล เพื่อเป็นการสร้างความโปร่งใสให้สาธารณประชาชนได้รับทราบว่ามีผู้ใดเกี่ยว ข้อง และรับผิดชอบอย่างใด รวมทั้งให้มีการเปิดเผยข้อมูลผลการประกวดราคาทุกโครงการ โดยมีการแสดงข้อมูลของโครงการทุกขั้นตอนว่าผู้ใด หน่วยงานใดเป็นผู้ริเริ่มโครงการ และผู้ดำเนินโครงการ โดยการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลโครงการก่อสร้าง
4.    ให้มีการควบคุมจรรยาบรรณของนักวิชาชีพวิศวกร สถาปนิกฯ และบริษัทที่ปรึกษาในการรับงานที่ปรึกษาออกแบบ ควบคุมงานก่อสร้างโดยสภาวิชาชีพ บริษัทที่ปรึกษาต้องสามารถปฏิบัติงานได้ถูกต้องตรงตามหลักวิชาการในทุกๆ ด้าน ในแง่ปฏิบัติควรมีการเปิดรับเรื่องร้องเรียน ดำเนินการสอบสวน ตักเตือน ขึ้นบัญชีที่ปรึกษาและนักวิชาชีพที่ไม่ได้มาตรฐาน
5.    ให้มีองค์กรที่มีความเป็นเอกเทศ ทั้งในเรื่องงบประมาณและบุคลากร ตรวจสอบติดตามและประเมินผลโครงการ เพื่อป้องกันการทุจริตในทุกขั้นตอนของโครงการ
6.    ห้ามหน่วยงานของรัฐประกอบอาชีพแข่งขันกับเอกชน เช่น การรับงานที่ปรึกษาออกแบบควบคุมงานก่อสร้าง และงานก่อสร้าง เป็นต้น ตามบทบัญญัติ มาตรา 87 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 (รัฐ ...ต้องไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน...)
7.    การริเริ่มของรัฐในโครงการทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้องให้ประชาชนเจ้าของพื้นที่ได้รับรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดทั้งผลดี และผลเสีย
8.    ต้องให้มีมาตรการควบคุมการใช้งบก่อสร้างที่เป็นเงินกู้จากต่างประเทศ และเงินนอกงบประมาณในโครงการก่อสร้าง เนื่องจากปัจจุบันการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ต่างประเทศและเงินนอกงบประมาณ ทำได้ยากกว่างบประมาณแผ่นดินโดยใช้มาตรฐานอันเดียวกับข้อ 1.
9.    ให้มีการพัฒนาความรู้ทางวิชาชีพด้านการก่อสร้าง เพื่อรักษาระดับคุณภาพ และป้องกันการคอร์รัปชันในแง่คุณภาพที่มีผลมาจากการขาดความรู้ทางช่าง


วาระแห่งชาติ– สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ: นับว่าเป็นที่น่ายินดีที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรกลางตามรัฐธรรมนูญ (มาตรา 89) ให้ความสำคัญกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ดังคำกล่าวของ นายอานันท์ ปันยารชุน ในพิธีเปิดการสัมมนาประจำปี 2547 ของสภาที่ปรึกษา เรื่อง บทบาทของภาคประชาชนกับการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2547 ตอนหนึ่งว่า “ปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ไขได้ภายในวันหรือสองวัน อาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปี หรือ ยี่สิบปี หรือมากกว่านั้น และก็ไม่ใช่จะแก้ไขได้ด้วยคนหรือสองคน แต่ต้องรวมพลังกัน ร่วมแรงร่วมใจกันทุกคน ในการสอดส่องดูแล และก็ไม่ควรย่อท้อด้วย เพราะถ้าปล่อยให้มันเกาะกินสังคมไทยไปเรื่อยๆ ไม่มีการคานอำนาจ ไม่ช่วยกันป้องปราม ไม่ช่วยแก้ไข ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ผมไม่อยากนึกถึงเลย”

ปัญหาคอร์รัปชันโครงการก่อสร้าง เป็นปัญหาหนึ่งในหลายสิบปัญหาของประเทศ ที่ต้องการแก้ไขอย่างเร่งด่วน มาตรการป้องกันการคอร์รัปชันในโครงการก่อสร้าง 9 ข้อข้างต้น หากผู้ที่เกี่ยวข้องรวมพลังกัน ร่วมแรงร่วมใจกันทุกคน เริ่มดำเนินการเพื่อให้บรรลุผลเสียแต่วันนี้ ก็จะทำให้การทุจริตคอร์รัปชันลดลงได้เป็นลำดับ

sukum.jpg
ประวัติผู้เขียนบทความ: ดร.สุขุม สุขพันธ์โพธาราม เป็นวิศวกรจบการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ AIT ได้รับทุน ก.พ. เมื่อปี พ.ศ. 2511 ไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก Ph.D. ที่มหาวิทยาลัย Northwestern ประเทศสหรัฐอเมริกา สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา (โครงสร้าง) ตามความต้องการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนได้รับทุนเคยได้รับราชการที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อจบการศึกษาจากต่างประเทศ ได้โอนมารับราชการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นระยะเวลา 29 ปี หลังเกษียณราชการ เป็นกรรมการผู้จัดการสนามกอล์ฟ เชียงใหม่-ลำพูน กอล์ฟคลับ นอกจากนั้น ยังช่วยงานสาธารณะ เป็นกรรมการสภาวิศวกรสมัยแรก และเคยเป็นอุปนายกของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (ว.ส.ท.) ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ ว.ส.ท. ปี 2547 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ปช, มวม.
ประวัติการทำงาน: - อาจารย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2509– 2515)
- รองศาสตราจารย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (2516– 2544)
- ประธานสภาอาจารย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (2528– 2529)
- นายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ ภาคเหนือ (2528-2529)
- กรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (หลายสมัย)
- รองคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (2519– 2521)
-กรรมการอำนวยการ ว.ส.ท. (หลายสมัย)
- กรรมการสภาวิศวกร (2543– 2546)

 

สมัครสมาชิก EIT



Free business joomla templates