HomeArticlesประวัติคอมพิวเตอร์ไทย ในส่วนของ Scientific Computers & Engineering Applications 3

รายงานสรุปการเสวนาเรื่อง “ศูนย์บริการวิชาการ กับงานวิชาชีพวิศวกร- สถาปนิกที่ปรึกษา”

 

=ร่างสี่=รายงานสรุปการเสวนาเรื่อง

“ศูนย์บริการวิชาการ กับงานวิชาชีพวิศวกร- สถาปนิกที่ปรึกษา”

ที่อาคารสำหนักงานใหญ่ วสท. เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2558

1. ที่มาที่ไป: ตามที่ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยคณะกรรมการสวัสดิการ, สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์, และสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย, ได้ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง “ศูนย์บริการวิชาการมหาวิทยาลัย กับวิชาชีพวิศวกร/สถาปนิก ที่ปรึกษา” ขึ้นที่ วสท. เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2558 นั้น มีผู้แทนจากหน่วยงานราชการ จำนวน สิบแห่ง ได้แก่: กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง, คณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ, นายกสภาคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์, นายกสภาคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานเอกชน จำนวน 20แห่ง ได้แก่: SEAtech Co., Ltd., IWB- SiamTec Co., Ltd., บจก. ว. และสหาย, รวมถึงนายกสมาคมสถาปนิกสยาม ใน พระบรมราชูปถัมภ์, นายกสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย,        และนายกสภาสถาปนิก, เป็นต้น

 

2. หลักการ และเหตุผล ในการจัดเสวนาครั้งนี้: จากการที่รัฐบาลได้ผลักดันทางด้านการศึกษาให้เกิดการก่อตั้งมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี มากกว่า 60แห่ง ในเวลา 60ปีที่ผ่านมา ในสมัยนั้น วิชาชีพวิศวกร และสถาปนิกที่ปรึกษา ยังไม่แพร่หลายเช่นปัจจุบัน ไม่เพียงพอกับกับปริมาณงานวิศวกร และสถาปนิกที่ปรึกษา ที่อยู่ในช่วงของการพัฒนาประเทศ คณะรัฐมนตรี จึงได้มีมติ ครม. เมื่อปี พ.ศ. 2510 ให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดจ้างงานวิศวกร และสถาปนิกที่ปรึกษา ให้แก่มหาวิทยาลัยของรัฐได้ โดยไม่ต้องมีการประกวดราคาแข่งขันกันแต่อย่างใด จวบจนปัจจุบัน ได้ยึดเป็นระเบียบปฏิบัติของหน่วยราชการ ในการจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ ให้แก่ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยของรัฐ โดยไม่ต้องมีการประกวดราคา อันมีผลกระทบต่อวิชาชีพวิศวกร ต่อสถาปนิกที่ปรึกษาไทย และต่อประเทศไทยในระยะยาว คณะกรรมการสวัสดิการ วิศวกรรรมสถาน แห่ง ประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย จึงจัดให้การเสวนาขึ้น เพื่อหาข้อเสนอร่วมกันให้แก่รัฐบาล สรุปผลเสวานาได้ดังในหัวข้อถัดไป

รศ. สิริวัฒน์ ไชยชนะ เลขาธิการ วสท. กล่าวเปิดงานเสวนาว่า: “องค์กรด้านมหาวิทยาลัยปัจจุบันนี้ ในมหาวิทยาลัยมีการเรียนการสอนในแต่ละคณะที่เกี่ยวข้องกับในเรื่อง การศึกษาโครงการ การจัดทำแบบ ต่างๆ ซึ่งบางครั้ง หน่วยงานหรือคณะที่มหาลัย มีการทำงานที่ซ้ำซ้อน หรือทับซ้อน กับองค์กรวิชาชีพ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว วัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย คือการให้ความรู้ในเรื่องของวิชาการเป็นหลักใหญ่อยู่แล้ว และสมัยก่อนมหาวิทยาลัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้อาจารย์ผู้สอนได้มีประสบการณ์ ได้นำเอาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ และช่วยเหลือสังคม แล้วย้อนนำเอาประสบการณ์เหล่านั้นกลับมาสอนนักศึกษาอีกทอดหนึ่ง แต่ปัจจุบันประเทศเรามีความเจริญทางด้านวัตถุค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้น ในเรื่องของงานต่างๆ ก็มีเข้ามาค่อนข้างเยอะ ซึ่งเมื่อสมัยรัฐบาลนายกชวน งานในช่วงนั้นเยอะมาก และบริษัทเอกชนก็มีงานล้นมือ คุณชวนจึงอนุญาตให้มหาวิทยาลัยให้รับงานได้ แต่รับงานในเชิงศึกษาวิเคราะห์วิจัย และรับงานในสาขาที่แต่ละมหาลัยมีการเรียนการสอน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แต่ละมหาวิทยาลัยมีศูนย์บริการวิชาการ ซึ่งบางครั้งงานบางงานมันใหญ่เกินกว่าที่มหาลัยจะรับได้ และในส่วนของบริษัท เมื่อได้รับงานมา บางครั้งต้องมาอาศัยทั้งนักวิชาการ ห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ซึ่งประเด็นปัญหาในเรื่องของ การที่หน่วยงานราชการส่วนใหญ่เลือกจ้างมหาวิทยาลัย เพราะการจ้างมหาวิทยาลัยโดยตรง ทำให้ได้รับความเชื่อถือจากมหาวิทยาลัย และจากจากบุคลากรของมหาวิทยาลัย ซึ่งบางอย่างก็กลมกลืนกันไป แต่อาจจะมีเรื่องในการเกินขอบเขต ซึ่งเราต้องหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้ทุกๆองค์กรไม่เกิดปัญหา และได้รับผลดีทุกองค์กร เพราะในครั้งหน้ายังมีงานใหญ่ๆ อีกเยอะที่องค์กรต่างๆ และมหาวิทยาลัยต้องทำงานร่วมกัน”

ดร. ไกร ตั้งสง่า ประธานคณะกรรมการอำนวยการ สวัสดิการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย กล่าวนำเข้าสู่ประเด็นการเสวลนาว่า: “ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2510 จอมพลถนอม กิตติขจร ได้มีประกาศเป็นมติรัฐมนตรีว่า ต้องให้มหาวิทยาลัยมาช่วย เพราะบริษัทที่ปรึกษา สถาปนิก/วิศวกรที่ปรึกษามีน้อย และได้ใช้กฎกติกานี้เรื่อยมา ซึ่งปัจจุบัน ในปี พ.ศ.2558 ได้มีร่าง พรบ. จัดซื้อจัดจ้างขึ้นมา ก็น่าจะพอมีเวลาที่ยังจะไปเพิ่มเติมในเรื่องนี้ได้”

     ภาพจากซ้าย: คุณสุพจน์ โล่ห์วัชรินทร์ นายกสมาคมวิศวกรที่ปรึกษา แห่ง ประเทศไทย, คุณไกร ตั้งสง่า วุฒิโยธา วสท. อุปนายก วสท. และประธานคณะกรรมการสวัสดิการ วสท. วาระ 2557 ถึง 2559, คุณสิริวัฒน์ ไชยชนะ วุฒิโยธา วสท. และเลขาธิการ วสท. วาระ 2557 ถึง 2559, และคุณสุเมธ องกิตติกุล นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

3. ผลการเสวนาในครั้งนี้ มี 3ประเด็น คือ:

 

ประเด็นที่1: บทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัยควรจะทำอะไร?? และมีอะไรบ้าง??: ความคิดเห็นของที่ประชุม คือ มหาวิทยาลัย มีหน้าที่รับผิดชอบหลัก เพียง สองประการ คือ: การสอนหนังสือ (Teaching University) และการทำวิจัย (Research University) โดยมหาวิทยาลัย มีความรับผิดชอบ เพียงให้ความรู้แก่ผู้รับปริญญา ตามศักดิ์ และสิทธิ์ แห่งปริญญานั้นๆ เท่านั้น โดยมหาวิทยาลัย ไม่มีส่วนรับผิดชอบที่จะต้องผลิตบัณฑิตย์ให้ทำงานเป็นแต่อย่างใด เพราะการทำงานเป็นนั้น เป็นหน้าที่รับผิดชอบ ของ องค์กรผู้เป็นนายจ้างโดยตรง ดังนั้น จึงไม่ใช่หน้าที่ของอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่จะออกไปทำรายได้เสริม ในการประกอบวิชาชีพ หรือรับงานนอกภารกิจ ของ มหาวิทยาลัย เพราะอาจารย์มหาวิทยาลัย มีหน้าที่เพียงการสอนความรู้ ให้ได้ตามหลักสูตร ที่มหาวิทยาลัยได้จัดวางไว้เป็นการล่วงหน้าเท่านั้น จึงไม่เป็นการถูกต้อง และผิดวิสัยความเป็นครูบาอาจารย์ ที่ตจะออกไปหารายได้เพิ่ม โดยการไปแย่งงาน จากหน่วยเอกชนที่ปรึกษา ซึ่งในปัจจุบัน มีมากถึง 4,000ผู้ประกอบการ เพราะถือเป็นการผิดจรรยาบรรณ, ผิดจริยธรรม, ผิดศีลธรรม, ผิดมโนธรรม, และผิดคุณธรรมของความเป็นมนุษย์

 

                สำหรับรายได้ ของ มหาวิทยาลัยนั้น เป็นหน้าที่โดยตรงของภาครัฐ ที่จะต้องให้การสนับสนุนเงินวิจัยให้แก่มหาวิทยาลัยต่างๆ จึงเป็นที่น่าเสียดาย ที่รัฐบาลไทย จัดสรรงบประมาณวิจับให้แก่มหาวิทยาลัย ในสัดส่วนเพียง 0.50% ของรายได้แผ่นดิน ซึ่งจัดว่าน้อยที่สุดในโลก ที่โดยทั่วไป รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณวิจัยแผ่นดินไว้ที่ประมาณ 5.0% ของรายได้ประชาชาติ ทำให้คุณภาพการศึกษาของชาติไทย ตกต่ำลงจนถึงขีดต่ำสุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้แล้ว รายได้ ของ มหาวิทยาลัย จะมาจากการจัดเก็บค่าเล่าเรียนให้สูงขึ้น และการขอเงินบริจาค ตลอดจนขอแบ่งสัดส่วนงบประมาณเกี่ยวข้อง จาก มหาวิทยาลัยหลักในเครือ เป็นต้น แต่ไม่ใช่มาจากการแย่งงานเอกชน ซึ่งเป็นการก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นในสังคม

 

ประเด็นที่ 2: บทบาท และหน้าที่สถาปนิกที่ปรึกษา และวิศวกรที่ปรึกษา: โดยปรกติแล้ว สถาปนิกที่ปรึกษา/ และวิศวกรที่ปรึกษา เคยทำงานร่วมกันกับอาจารย์มหาวิทยาลัยมานานแล้ว เพราะเนื่องมาจากว่า วิชาชีพที่ปรึกษา ในงานศึกษา สำรวจ วิเคราะห์ ตีความ และให้คำแนะนำแก่ผู้จ้างงานที่ปรึกษาในอดีตนั้น บริษัทที่ปรึกษาไทย ยังไม่มีความพร้อมเฉพาะบางสาขา ที่มีความจำเป็นต้องอาศัยความรู้ด้านวิชาการ, ทฤษฎี, และอุปกรณ์ห้องทดลอง (Laboratory) ซึ่งมีราคาแพง, ของ มหาวิทยาลัยมาทำงานร่วมกัน เพื่อจะให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ แต่ควรจะดำเนินการโดยถูกต้อง ตามกรรมวิธีที่มีกำหนดไว้ใน ระเบียบพัสดุ ว่าด้วยการจ้างที่ปรึกษาไทย ของ กระทรวงการคลัง คือ ให้หน่วยงานเอกชน ที่ขึ้นทะเบียนที่ปรึกษาไทย ต่อ กระทรวงการคลัง เป็น Lead ในการเข้าประกวดราคางานจ้างที่ปรึกษาไทย โดยมีผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ และ/ หรืออาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ให้การสนับสนุน การที่อาจารย์มหาวิทยาลัยไปแย่งงานวิชาชีพ (Professional) จาก องค์กรเอกชน จึงถือเป็นการผิดวิสัยความเป็นครูบาอาจารย์อย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเกลียดชัง ในความน่ารังเกียจของอาจารย์มหาวิทยาลัยเองด้วย

 

นอกจากนี้ การที่มหาวิทยาลัยต่างๆ พากันเข้ารับงานศึกษา สำรวจ วิเคราะห์ และออกแบบ คำนวณแบบ  และเขียนแบบวิศวกรรมโดยตรงนั้น ถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรา45 แห่งพระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ. 2543

 

ประเด็นที่ 3: นิติบุคคลสมาชิก กับนิติบุคคลสถาปนิก ของ สภาสถาปนิก และสภาวิศวกร จะทำอย่างไรให้ถูกต้อง??:

3.1 กระทรวงการคลัง ควรกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด ให้หน่วยงานเอกชน ที่ขึ้นทะเบียนที่ปรึกษาไทย ต่อ กระทรวงการคลัง เป็น Lead ในการเข้าประกวดราคางานจ้างที่ปรึกษาไทย โดยมีผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ และ/ หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ให้การสนับสนุน ให้เป็นการถูกต้อง ตามกรรมวิธีที่มีกำหนดไว้ใน ระเบียบพัสดุ ว่าด้วยการจ้างที่ปรึกษาไทย ของ กระทรวงการคลัง

 

และการที่ หน่วยงานราชการ มีหนังสือเชิญชวน ศูนย์บริการวิชาการมหาวิทยาลัย เข้ารับงานที่ปรึกษา จาก ทางราชการ โดยตรง และโดยไม่ยอมจัดประกวดราคา บริษัทที่ปรึกษาไทยนั้น ถือเป็นการกระทำอันน่ารังเกียจ และผิดศีลธรรม ดังคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อกว่า 2500ปีมาแล้ว ที่กล่าวไว้ว่า การทำผิดศีลธรรมนั้น เปรียบเสมือนหนึ่ง เป็นการสร้างตาข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก มาขวางกั้นความถูกต้องเอาไว้

 

                3.2 สภาวิศวกร ควรรับผิดชอบ ในการจัดเจ้าหน้าที่ ออกตรวจตรา และจับกุม มหาวิทยาลัย ที่กระทำผิดกฎหมาย มาตรา45 แห่งพระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ. 2543 ให้เป็นไปตามระบบตุลาการ ของ ประเทศไทย

Free business joomla templates